5 ภัยร้ายที่แฝงอยู่ใน ‘ยาแก้ปวด’

ดิฉัน / STORY / 5 ภัยร้ายที่แฝงอยู่ใน ‘ยาแก้ปวด’
กินยาแก้ปวดมากจะยากนาน ‘อันตราย’ หรือ ‘หายปวด’ อยู่ที่เรา

head2

อย่าให้คำว่า ‘หาซื้อง่าย’ มาทำให้เราวางใจว่าจะต้องเป็นยาปลอดภัยนะครับ ยาแก้ปวดช่วยลดความทุกข์ทรมานให้แก่เราได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวการ ‘เพิ่มทุกข์’ และความยุ่งยากให้กับเราได้มากเช่นกันถ้า ‘ใช้ผิด’ สำหรับข้อเสียที่อาจเป็นได้ของมันมีดังต่อไปนี้ครับ

1. ไตพัง: ยาแก้ปวดทำร้ายไตอย่างหนักหน่วงที่สุดเลยครับ คนที่มีสุขภาพดีนั้นยากที่จะทราบว่าคนป่วยชโรคไตนั้นต้องลำบากสักเพียงไร ทั้งที่จริงแล้ว ‘โรคไตวาย’ นั้นอยู่ใกล้กับเรากว่าที่คิดครับ ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจาก ‘ยาแก้ปวด’ นั่นเอง มีภาวะหนึ่งที่เรียกว่า ‘ไตพังจากยาแก้ปวด (Analgesic nephropathy)’ ซึ่งเกิดกับผู้ที่กินยาแก้ปวดที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปอย่างแอสไพริน, พาราเซตามอล ที่ดูพื้นๆนี่ละครับ

2. หัวใจแย่: ยาแก้ปวดรุ่นใหม่มีจุดขายคือ ‘ไม่กัดกระเพาะ’ แต่จุดขายนี้ก็อาจเป็น ‘จุดตาย’ ได้เพราะยากลุ่มนี้มีผลกับ ‘หัวใจ’ ที่เต้นตุบตับอยู่ในอกเราครับ ยาแก้ปวดกลุ่มนี้มีที่สังเกตได้ง่ายคือโรงพยาบาลเอกชนชอบจ่ายให้, มีราคาแพงเม็ดละหลายสิบบาท และกินวันละเม็ดหรือไม่มากเท่านั้น มักถูกเรียกกันว่าเป็นยานอก แต่จะบอกให้ว่ายานอกที่มาใหม่ๆนั้น ไม่ได้การันตีเลยนะครับว่าจะปลอดภัย เพราะมันยังใหม่อยู่มากจึงยังไม่ทราบผลข้างเคียงในระยะยาว

3. กระเพาะทะลุ: ยาแก้ปวดมีความเสี่ยงที่ทราบกันดีอยู่ข้อหนึ่งคือ ‘กัดกระเพาะ’ ซึ่งคำนี้ในทางการแพทย์ก็คือมันมีผลระคายเคืองทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการเยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ, เป็นแผลหรือทำให้ตกเลือดได้ โดยกลไกของมันจะเกิดขึ้นง่ายถ้า ‘กระเพาะว่าง’ ครับ ดังนั้นการรับประทานยาแก้ปวดให้ปลอดภัยก็คือ ‘หลังอาหาร’ และถ้ามีอาการเลือดออกง่ายหรือกินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ก็ไม่ควรเพิ่มยาแก้ปวดไปโดยไม่จำเป็น

4. เลือดรั่ว ไหลไม่หยุด: มียาแก้ปวดอย่างหนึ่งที่คุณหมออาจสั่งให้คนไข้ที่ ‘ไม่ได้ปวด’ ได้นั่นก็คือ‘แอสไพริน’ ครับ เพราะมันมีคุณูปการที่สำคัญนอกจากลดปวดแก้ไข้ได้แล้วก็คือช่วยทำให้ ‘เลือดไม่หนืด’ มันจึงช่วยป้องกันลิ่มเลือดอุดตันสมองไม่ให้เป็นอัมพาต ป้องกันหลอดเลือดหัวใจตันดังนี้เป็นต้น แต่คนที่รับประทานนานๆอาจไม่เสียชีวิตจากเรื่องของสมองหรือหัวใจก็ได้ครับ แต่กลับตายจาก ‘เลือดตกในท้อง’ จากฤทธิ์ยาแก้ปวดที่ทำให้เลือดออกง่ายแทน

5. เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ: โดยเฉพาะในคุณผู้ชายครับ หนุ่มๆทั้งหลายต้องระวังเรื่อง ‘เซ็กส์เสื่อม (ED)’ ที่เกิดจากยาไว้ให้ดีนะครับ เพราะข้อนี้เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยได้พูดถึงกันมาก แต่มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังในเซาธ์เทิร์น แคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกา พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยาแก้ปวด (NSAIDs) และแอสไพรินติดต่อกันทุกวันกับการเกิดภาวะเซ็กส์เสื่อมในบุรุษครับ

เห็นไหมครับว่ายาสามัญฯง่ายๆก็อาจกลายเป็นยา ‘วิสามัญ’ ตัวท่านและอวัยวะต่างๆของท่านไปได้ ก่อนจะท้อใจไปว่ากินยาอะไรก็ไม่ได้ ขอให้ท่านที่รักคิดอย่างนี้ดีไหมครับว่า หยูกยาเป็นของดีมีไว้รักษาโรคและคนที่จะช่วยให้มันทำงานได้อย่างปลอดภัยก็คือ ‘ตัวท่านเอง’ ครับ


Source: น.พ.กฤษดา ศิรามพุช  คอลัมน์ รู้ไว้ใช่ว่า นิตยสารดิฉัน

Photo Credit: www.freepik.com