Smart Woman: สู้มะเร็งร้ายได้แบบสวยๆ

ดิฉัน / STORY / Smart Woman: สู้มะเร็งร้ายได้แบบสวยๆ
 เธอ 3 คน ต่างเป็น “นักสู้” กับ “โรคมะเร็ง” ด้วยวิถีและสไตล์ที่ต่างกันออกไป ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ดูสวยสดใสอย่างแทบไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆให้รู้ว่าพวกเธอเพิ่ง “ผ่านศึก” กับ “โรคมะเร็ง” มาก่อน 

 

วันนี้ดิฉันขอหยิบยกเรื่องราวของ Smart Woman ทั้ง 3 คน ที่มีวิธีในการ “สู้” กับโรคร้าย “มะเร็ง” ที่ต่างกัน แต่ไม่ว่าจะแบบไหนอย่างไร สิ่งที่พวกเธอกำลังบอกก็คือ “ใจสู้“ ก็สามารถ “น็อค” มะเร็งร้าย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งระยะที่ 1) ได้แน่ๆ เพราะมะเร็งนั้นเป็นได้ก็แค่ที่ “ร่างกาย” ไม่ใช่ที่ “จิตใจ”

 


 

คุณแป้ง อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ อายุ 36 ปี

อาชีพ สไตล์ลิสท์ และกรรมการบริหารแบรนด์ Vickteerut และ Vick’s

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

How do you Know?

คุณแป้งเล่าว่า “แป้งมีหมอนวดประจำอยู่แล้ว แต่ปรกติจะไม่เคยให้เขามาจับท้อง แต่วันนั้นบอกเขาว่าเมื่อยมาก นวดท้องให้หน่อย …พอนวดๆไปเขาก็ทำหน้าตกใจ บอกคุณแป้งขา จับอะไรนี่สิ ปรากฏว่าเป็นลูกที่ท้องเป็นก้อนๆ เท่าลูกเทนนิสประมาณนั้น ก็เลยไปหาหมอ คุณหมออัลตราซาวนด์แล้วก็บอกว่าก้อนมันใหญ่นะแป้งบอกผ่าออกเลยค่ะ คิดแค่ว่าต้องรีบเอาออก เพราะอีกประมาณ 10 วัน แป้งต้องไปโครเอเชียกับคุณแม่ โดยที่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่ามันคือก้อนมะเร็ง

 

อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด’ และการมองโลกในแง่บวกเป็นเครื่องมือ ‘สู้’ กับ ‘มะเร็ง’

ทันทีที่รู้ว่าเป็นก้อนมะเร็ง คุณแป้งเล่าว่าตัวเองเป็นคนพร้อมรับกับทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตอยู่แล้ว ก็เลยไม่รู้สึก กังวลอะไรกับมันมากมาย แล้วก็มั่นใจว่าหมอเก่ง คิดว่ายังไงก็ต้องหาย เพราะเป็นคนชอบเที่ยว ยังมีที่อีกตั้งเยอะที่อยากจะไป

“ตอนหมอบอกก็ตกใจประมาณหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เครียดมากมาย พอรู้ว่าเดี๋ยวถ้าให้คีโมแล้วต้องหัวโล้นนะ งั้นก็ไปโกนหัวรอเลยก็แล้วกัน เพราะที่จริงก็อยากจะไว้ผมทรงนี่อยู่แล้วล่ะ” แต่ก็ใช่ว่าผู้หญิงที่ดูมี ‘หัวใจเข้มแข็งอย่างแรง’…อย่างคุณแป้ง จะไม่มีช่วงเวลาอ่อนแอ “ความรู้สึกท้อแท้ในใจก็มีนะคะ แต่ที่รู้สึกว่าหนักจริงๆคงเป็นตอนให้คีโมครั้งสุดท้าย ที่รู้สึกแบบไม่ไหวแล้ว มันหดหู่ไม่อยากให้คีโมอีกแล้ว มันเหมือนจิตตก ทั้งที่อีกนิดเดียวก็จะผ่านมันไปได้แล้ว เรานอนร้องอยู่คนเดียวโดยไม่ได้บอกใคร เพราะซักพักเราก็คิดได้ว่า เราจัดการกับมันได้ คือรู้ว่ามันคงเกิดจากผลของยา  แล้วก็รู้ว่าเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป”

 

“มะเร็ง” มันช่วยให้รู้ว่ามีคนรักเรามากแค่ไหน

“ไม่ใช่แค่คนสนิท แม้แต่คนที่ห่างไปหน่อย ที่เขียนอะไรให้เรา บางครั้งเราก็รู้สึกว่ามัน ‘ดราม่า’ แต่ลึกๆเราก็รู้ว่าเขาเป็นห่วงเรานะแล้วมันก็เป็นกำลังใจให้เราได้จริงๆ สิ่งที่เราต้องทำก็คือเชื่อหมอ ห้ามกินของสด ของหมัก ของดอง ของร้านสะดวกซื้อก็หยุดค่ะ เพราะเรารู้ว่ามันไม่ดี แต่ในมุมเดียวกันเราสามารถทำอะไรเหมือนเดิมที่มันไม่ได้อันตรายกับตัวเองมากก็พยายามที่จะทำ อย่าทรมานตัวเองมาก”

 


 

คุณหนึ่ง มสธร เห็นใจชน อายุ 42 ปี

อาชีพ Marketing & PR Director บริษัท Bemyguest Management

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

How do you Know?

คุณหนึ่งไปพบหมอด้วยอาการปัสสาวะบ่อยและปวดหน่วงๆที่ท้อง

“พอตรวจก็เจอถุงน้ำใหญ่ประมาณ 13 เซนติเมตร ทางรังไข่ด้านขวา ส่วนทางซ้ายก็ 4 เซนต์ คุณหมอนัดผ่าตัดเลย ภายใน 2 อาทิตย์ ก็บอกหมอว่าถ้าเห็นอะไรที่ผิดสังเกต ตัดออกให้หมดเลยนะคะคุณหมอ ก็คือตัดทั้งรังไข่ มดลูก ต่อมนน้ำเหลือง เพราะหนึ่งอายุ 42 แล้วไม่ได้มีครอบครัวแล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะมีลูก เพราะฉะนั้นตัดออกหมดเลย เพื่อความสบายใจ แต่ตอนนั้นเรายังคิดว่ามันเป็นถุงน้ำธรรมดา ไม่ใช่มะเร็ง”

 

ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดก็คือช่วงที่รอผ่าตัดและรอฟังผล

คุณหนึ่งเล่าว่าก่อนจะรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เวลานอนหลับจะตื่นขึ้นมาทุก 1 ชั่วโมง กังวลว่าถ้ามันเป็นมะเร็งล่ะ แล้วถ้าเป็น…มันจะเป็นขนาดไหน? เป็นแบบนี้อยู่หลายวัน แต่พอรู้ว่าเป็นอะไรแน่นอนแล้ว หลังจากวันนั้นก็ ‘สู้’ และคิดว่า ถ้าเราเกิดวันที่ 1 ใหม่ เราจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ใหม่…“คือก่อนนี้หนึ่งเป็นคนใช้ชีวิตแบบเลวร้าย ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ นอนดึก เที่ยวหนัก แต่ในวันที่ตั้งใจว่าฉันจะเกิดใหม่ ก็เปลี่ยนมาเป็นนอนเร็ว สองทุ่มนี่ต้องอยู่บนเตียงแล้วพร้อมหลับอาหารการกินก็เปลี่ยน จากที่เคยนอนกินหมูสามชั้นทอดตอน 4 ทุ่ม ตอนนี้งดของทอด กินผักผลไม้มากขึ้น เพราะเสิร์ชเจอในกูว่าคนเราต้องกินผักและผลไม้ 50 เปอร์เซ็นต์ต่อมื้อ”

 

แม้มะเร็งจะดูเลวร้าย แต่ก็ให้ “สิ่งดีๆ” ในชีวิตด้วยเช่นกัน

“สำหรับหนึ่งจะบอกว่าตอนนี้เราอายุ 42 เราใช้ชีวิตสุดโต่งมาเต็มที่แล้ว แต่เรายังมีชีวิตอีก 40 กว่าปีที่เรายังต้องสู้ต่อไป มันเหมือนมะเร็งมาเตือนเราให้ดูแลชีวิตดีขึ้น รักตัวเองมากขึ้น หนึ่งตั้งใจว่าแม้จะหายแล้ว แต่ก็จะใช้ชีวิตในแบบระมัดระวัง ดูแลตัวเอง ซึ่งเราคิดว่าชีวิตตอนนี้เป็นชีวิตที่ดีแล้ว และจะทำแบบนี้ต่อไป”

 


 

คุณพิมพ์ พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร อายุ 35 ปี 

อาชีพ ผู้จัดละคร นักร้อง นักแสดง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

How do you Know?

“หมอบอกพิมพ์ว่าเจอก้อนเนื้อ ขนาด 18 เซนต์อยู่ในรังไข่ด้านซ้าย เหมือนส้มโอลูกหนึ่งอยู่ในรังไข่ แล้วให้เวลาไปเคลียร์ชีวิตตัวเอง 2 อาทิตย์แล้วกลับมาผ่าตัด ตอนนั้นพิมพ์มีทั้งงานละครและงานผู้จัดค้างอยู่ก็ยังต่อรองว่าขอพิมพ์ไปทำงานอีกสักพักได้ไหม คือยังชิล ยังไม่รู้เรื่อง จนพอหมอบอกว่าก้อนเนื้อที่ว่านั้นคือ “มะเร็ง” จำได้ว่าตอนนั้นตัวเราชาทั้งตัว มือไม้สั่น”

 

ให้เวลา “ใจ” ยาวนาน กว่าจะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและกลับมาเข้มแข็ง

คุณพิมพ์เล่าว่าการที่ผมร่วงจนโล้น เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิต เลวร้ายยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง ไม่รู้จะทำยังไงต่อ กังวลว่าจะให้ใครเห็นสภาพแบบนี้ได้อย่างไร ทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องไห้ ร้องไห้หนักมาก กอดกับคุณแม่ทั้งคืน แต่ในที่สุดคุณพิมพ์ก็ตัดสินใจโกนผมทั้งน้ำตา แต่การโกนผมทำให้คุณพิมพ์คิดได้ว่า …”พิมพ์จะอ่อนแอไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วนะ เพราะไม่รู้ว่าถ้าเป็นแบบนี้เราจะผ่านมันไปได้ยังไง พิมพ์ยังต้องให้คีโมยังต้องสู้กับมันอีกตั้ง 5 ครั้ง นี่เพิ่งครั้งแรกเอง แล้วพิมพ์จะผมร่วงฟรีเหรอ เพื่ออะไร พิมพ์ก็ต้องรักษาให้หายให้ได้ พิมพ์จะบอกตัวเองอย่างนี้ทุกวันๆ”

 

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเป็นมะเร็งก็คือ “การเคารพในสิ่งที่ตัวเองเป็น”

“พิมพ์จะพูดกับตัวเองตลอดว่า เราต้องเห็นคุณค่าของตัวเองก่อน ต้องทำให้ตัวเองมีประโยชน์สิ เราสามารถเป็นกำลังใจให้คนอื่นได้อีกเยอะมากๆ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนกล้าที่จะยอมรับในสิ่งที่เป็น… ถ้าเราทำได้ เราจะมามัวนั่งอมทุกข์อยู่ทำไม เพราะอาการเจ็บป่วยแบบนี้มันเป็นเรื่องภายนอก พอรักษาหายแล้ว เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”


 

Source: “Smart Woman” นิตยสารดิฉัน ฉบับ 931