จริงหรือหลอก! 10 ความเชื่อเกี่ยวกับกาแฟที่คุณยังสงสัย

ดิฉัน / STORY / จริงหรือหลอก! 10 ความเชื่อเกี่ยวกับกาแฟที่คุณยังสงสัย

เราเชื่อว่าหลายคนติดกาแฟกันงอมแงมเลยใช่ไหมคะ เช้าวันไหนไม่ได้กินเป็นอันต้องปวกเปียกอ่อนแรงทำงานทำการกันไม่ได้ คงปฏิเสธได้ยากว่าเสน่ห์ของกาแฟนั้นไม่เหมือนเครื่องดื่มชนิดไหนบนโลกจริงๆ เพราะตลาดการซื้อขายกาแฟนั้นใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองมาจากตลาดน้ำมันดิบเลยทีเดียว! กาแฟจึงปรากฏตัวอยู่ในทุกๆ ที่ทั้งในวัฒนธรรม อาหาร หรือแม้กระทั่งแฟชั่น ความนิยมของเครื่องดื่มรสเข้มนี้ทำให้มีงานวิจัยและความเชื่อมากมายออกมาทั้งในด้านดีและไม่ดี หลายครั้งก็ออกมาขัดแย้งกันเองจนทำเอาคอกาแฟสับสนอยู่ไม่น้อย วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยกับ 10 ความเชื่อเกี่ยวกับกาแฟกันว่าจริงหรือมั่วอย่างไร มาดูกันเลยค่ะ

1.กาแฟช่วยให้สร่างเมา

bigstock-Waking-Up-With-Some-Coffee-At-109550840

ความเชื่อนี้ได้มาจากรายการทีวีและภาพยนตร์ที่พอตัวละครเมาและอยากสร่างเมาก็จะดื่มกาแฟแล้วจากนั้นก็จะดีขึ้นในบัดดล ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริงเลยค่ะ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์กับกาแฟผสมกันมีแนวโน้มที่จะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์มากกว่าและจะดื่มหนักกว่าด้วยเพราะคาเฟอีนทำให้สมองคุณคิดว่าคุณเมาน้อยกว่าที่คุณเป็นจริงๆ ถ้าอยากอยากสร่างเมาคงต้องหาวิธีอื่นแล้วล่ะค่ะ

 

2.กาแฟ/คาเฟอีนทำให้คุณขาดน้ำ

bigstock-Cup-of-aromatic-coffee-over-wo-101510513

คนรักกาแฟคงเคยได้ยินเรื่องนี้ผ่านหูกันมาบ้างสักครั้งในชีวิต แต่ตรงกันข้ามค่ะ ที่จริงแล้วกาแฟช่วยทำให้ร่างกายคุณไม่ขาดน้ำด้วยซ้ำ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนทำให้คุณปัสสาวะบ่อยขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย แต่น้ำในกาแฟสามารถทดแทนน้ำที่คุณเสียไปได้เพราะเฉลี่ยกาแฟหนึ่งแก้วประกอบไปด้วยน้ำถึง 98.7% ทุกงานวิจัยเห็นตรงกันว่าเครื่องดื่มประเภทนี้ไม่ได้ทำให้คุณขาดน้ำแต่อย่างใด

 

3.เอสเพสโซ่มีคาเฟอีนเยอะกว่ากาแฟที่ชงแบบดริป

bigstock-Coffee-Cup-Of-Espresso-Coffee-124230368-1

แก้วขนาดมาตรฐานของกาแฟดริปมีคาเฟอีนมากกว่าเอสเพสโซ่หนึ่งช็อต แต่เรามักจะคิดตรงกันข้ามเพราะเอสเพสโซ่เป็นรูปแบบกาแฟชนิดที่เข้มข้นกว่าก็เลยมีปริมาณของคาเฟอีนมากกว่า ซึ่งก็ถูกต้องเพราะโดยเฉลี่ยแล้วเอสเพสโซ่มีปริมาณคาเฟอีน 30-50 มิลลิกรัม/1 ออนซ์ ในขณะที่กาแฟดริปมี 8-15 มิลลิกรัม/1 ออนซ์ แต่เพราะคนส่วนใหญ่ดื่มกาแฟดริปครั้งละ 8-24 ออนซ์ซึ่งมากกว่าปริมาณของกาแฟเอสเพสโซ่ที่คนส่วนใหญ่ดื่มมาก ดังนั้นจึงเป็นผลให้คนที่ดื่มกาแฟดริปจึงได้รับปริมาณคาเฟอีนที่มากกว่า

 

4.กาแฟขัดขวางการเจริญเติบโต

bigstock-Young-Red-Head-Girl-With-Cup-60765626

ผู้ใหญ่มักห้ามไม่ให้เด็กๆ ดื่มกาแฟโดยให้เหตุผลว่า “ไม่ดีต่อสุขภาพของเด็ก” แต่กลับให้เขาดื่มน้ำอัดลมได้โดยไม่คิดอะไรมาก ซึ่งยังไม่เคยมีใครพิสูจน์ได้เลยว่ากาแฟนั้นมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตในเด็กจริงหรือไม่ เพราะไม่มีงานวิจัยพบว่าการดื่มกาแฟเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต มวลกระดูก หรือใดๆ ทั้งสิ้น ที่พอมีมูลความจริงอยู่บ้างก็คือเครื่องดื่มผสมคาเฟอีนลดการดูดซึมแคลเซียม แต่ผู้คนดูจะตื่นตูมกันมากเกินไปเกี่ยวกับความจริงข้อนี้เพราะแคลเซียมของนมเพียงหนึ่งช้อนโต๊ะก็ทดแทนกาแฟ 8 ออนซ์ได้แล้ว หากคุณได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอ ก็สบายใจหายห่วงได้เลยค่ะ!

 

5.กาแฟดื่มแล้วติด

bigstock-Got-Coffee-2458525

หลายคนเคยพยายามลองเลิกกาแฟอยู่หลายต่อหน แต่สุดท้ายก็กลับมาตายรังเพราะไม่ดื่มแล้วปวดหัวตึ้บๆกันใช่ไหมคะ แต่อาการแบบนั้นไม่ถือเป็นอาการเสพติด เพราะกาแฟไม่ได้ทำให้คนที่ดื่มเกิดอาการเหมือนที่แอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือยาเสพติดทำ ง่ายๆ คือ คนที่ “เสพติดกาแฟ” จะไม่แสดงอาการลงแดงหรือพฤติกรรมต้องการเสพอย่างรุนแรงอื่นๆ เหมือนคนที่เขาเสพติดสิ่งเสพติดจริงๆ และที่สำคัญกาแฟยังไม่ส่งผลเสียที่เห็นได้ชัดต่อร่างกายหากคุณดื่มเป็นประจำเป็นเวลานานๆ ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทางการแพทย์ไม่ถือว่าการที่เราติดการดื่มกาแฟเป็นการเสพติดอย่างรุนแรงค่ะ

 

6.กาแฟทำให้คุณเป็นโรคนอนไม่หลับ

bigstock-young-beauty-woman-in-business-110059223

ความจริงแล้วร่างกายของเราจะขับกาแฟครึ่งหนึ่งออกจากร่างกายภายในเวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมงหลังจากที่เราดื่มเข้าไปและคาเฟอีนก็จะออกฤทธิ์ถึงจุดสูงสุดภายใน 30-60 นาทีแรกหลังจากดื่ม ดังนั้นหากเราดื่มกาแฟสักประมาณ 6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน จะไม่มีแนวโน้มเกิดปัญหานอนไม่หลับ แต่หากเว้นเวลาการดื่มกาแฟกับเวลานอนหลับน้อยกว่านั้นก็อาจจะมีปัญหาตามมาได้ค่ะ อย่างไรก็ตามแต่ละคนมีปฏิกิริยาต่อกาแฟไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจัดการตัวเองกันดีๆ นะคะถ้าไม่อยากไปทำงานทั้งสภาพตาโหล!

 

7.กาแฟแบบคั่วเข้ม เข้มข้นมากกว่าและมีคาเฟอีนมากกว่า

rdaltoncoffee.com-DarkROast

คนมักคิดว่ากาแฟแบบคั่วเข้มนั้นเข้มข้นกว่ากาแฟแบบที่คั่วอ่อนหรือคั่วกลางเพราะรสชาติเข้มๆ ของมัน แท้จริงแล้วแม้ว่ารสชาติจะถึงใจขนาดนี้ แต่กาแฟแบบคั่วเข้มให้คาเฟอีนที่น้อยกว่านะคะ แต่ก็มีความเชื่ออีกกระแสที่เชื่อว่าแบบคั่วเข้มให้คาเฟอีนน้อยกว่าเพราะกระบวนการคั่วได้ทำให้คาเฟอีนระเหยออกไปจากเมล็ดกาแฟ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือมวลของเมล็ดกาแฟได้หายไปในกระบวนการคั่ว ฉะนั้นเมล็ดกาแฟยิ่งคั่วนานเท่าไหร่มวลก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น และเพราะคนส่วนใหญ่ตวงกาแฟเป็นสกู๊ป เมล็ดกาแฟยิ่งคั่วอ่อนก็ยิ่งมีคาเฟอีนมากกว่าเนื่องจากมีมวลที่มากกว่า แต่หากคุณชั่งตามอัตราส่วนกาแฟจริงๆ แบบคั่วเข้มจะมีคาเฟอีนมากกว่าค่ะ ศาสตร์แห่งกาแฟนี่ซับซ้อนจริงๆ แต่นี่แหละค่ะคือเสน่ห์!

 

8.ผู้หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ

bigstock-Portrait-Of-Happy-Pregnant-Wom-116686931

ในปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยชิ้นไหนพบความเสี่ยงของกาแฟต่อแม่และเด็กในครรภ์อย่างชัดเจนเลยหากตัวแม่เด็กมีการบริโภคกาแฟในปริมาณที่เหมาะสม แพทย์แนะนำว่าหญิงมีครรภ์ควรจำกัดปริมาณการบริโภคกาแฟให้อยู่ที่ 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือประมาณ 1 แก้วครึ่งของแก้วกาแฟขนาด 8 ออนซ์ หรือ 1 แก้วของแก้วกาแฟขนาด 12 ออนซ์ แม้ว่าการดื่มกาแฟในขณะตั้งครรภ์เป็นพฤติกรรมที่ควรเฝ้าระวัง แต่ความเชื่อที่ว่าการดื่มกาแฟจะทำให้เกิดความผิดปกติในการคลอด เกิดโรคแทรกซ้อน หรือทำให้แท้งนั้นไม่มีความจริงพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด

 

9.กาแฟก่อให้เกิดมะเร็งและโรคอื่นๆ

shutterstock_270762533

ย้ำกันชัดๆ เลยค่ะว่าไม่จริงเลย งานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นตรงกันว่ากาแฟดีต่อสุขภาพของคุณและยังช่วยป้องกันคุณจากโรคบางชนิดด้วย กาแฟช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเมลาโนมา มะเร็งเต้านม โรคหัวใจ อัลไซเมอร์ ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตและอื่นๆ อีกมากมาย และยังช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่สอง พาร์คินสัน โรคจิตเสื่อม และโรคตับ และที่เริ่ดไปกว่านั้นคือยังไม่พบว่าการดื่มกาแฟเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังใดๆ อีกด้วย

 

10.กาแฟช่วยเพิ่มการเผาผลาญ/ช่วยลดน้ำหนัก

shutterstock_367897742

จริงอยู่ที่กาแฟสามารถช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายได้เพราะกาแฟให้พลังงานแก่ร่างกายและจิตใจ แต่ถ้าถามว่ากาแฟช่วยในการลดน้ำหนักระยะยาวได้ไหม ขอบอกเลยว่าคงฝันสลายค่ะ เพราะแม้ว่ากาแฟจะมีฤทธิ์เพิ่มการเผาผลาญแต่ก็ในระยะสั้นๆ เท่านั้น พอเราดื่มกาแฟไปเรื่อยๆ ร่างกายของคอกาแฟทั้งหลายก็จะปรับตัวกับปริมาณคาเฟอีนที่บริโภคเข้าไปเองและเกิดการสร้างภูมิต้านทานขึ้น ในที่สุดกาแฟที่เราดื่มเข้าไปก็จะมีฤทธิ์กับเราไม่เหมือนเดิมอีก หรือเรียกว่าร่างกาย “ดื้อ” กาแฟเหมือนดื้อยานั่นเอง อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลไปด้วย ปัจจุบันยังไม่มีงานศึกษาใดพิสูจน์ได้ว่ากาแฟช่วยคุณลดน้ำหนักได้จริงรึเปล่า

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ มีความเชื่อไหนที่คุณเคยได้ยินมาบ้างเอ่ย ถ้ามีวันนี้คงกระจ่างกันแล้วและเชื่อว่าหลายข้อคงทำให้เหล่าคนรักกาแฟทั้งหลายโล่งใจกันไปหลายเปราะทีเดียว ต่อไปนี้จิบกาแฟเช้าบ่ายกันได้หายห่วงแล้วนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.therichest.com/expensive-lifestyle/food/10-myths-about-coffee-that-have-been-totally-debunked-by-science/