ความสุขของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เขาคนเดียว

ดิฉัน / STORY / ความสุขของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เขาคนเดียว
เป็นเพราะวัยหรืออะไรไม่แน่ใจจริงๆค่ะ เวลามีคนถามว่าปีใหม่อยากได้อะไร ตอบไม่ได้ทุกที ไม่ใช่ว่ามีครบทุกอย่างแล้วนะคะ แค่รู้สึกว่าเท่าที่มีก็พอดีแล้ว ไม่ต้องมากไปกว่านี้ ยังไม่มีสมาชิกใหม่เพิ่ม แค่คนเดิมๆที่เรามีอย่าให้หายไป และยังมั่นใจเสมอว่า ของขวัญที่ดีที่สุด ทุกเทศกาลคือเวลา และเวลาอีกเช่นเดียวกันที่ทำให้วันธรรมดาๆกลายเป็นวันพิเศษ

เวลากับคนที่เรารัก และจากคนที่เรารัก คือของขวัญสูงค่า ที่ตีออกมาเป็นราคาไม่ได้ เคยได้ยินลูกๆ หลายคนบ่นว่า ไม่มีเวลาจริงๆ แต่ก็ส่งเงินให้พ่อแม่ตลอด เป็นแบบนี้ได้ก็ดีค่ะ ดูแลความเป็นอยู่แล้ว อย่าลืมดูแลความเป็นสุขของท่านด้วยแล้วกัน เงินมากมายแค่ไหนก็ซื้อความอบอุ่นหัวใจเมื่อได้ กอดลูกไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่สร้างเรา หรือจะเป็นครอบครัวที่เราสร้าง ต่างอยากได้เวลาในการดูแลใส่ใจกันและกันทั้งนั้น เมื่อปลายปีที่แล้ว ได้รับอีเมล์ฉบับหนึ่ง อ่านแล้วเหมือนหัวใจมันแห้งแล้งตามไปด้วย

“หนูกับแฟนแต่งงานกันมา 16 ปีแล้ว มีลูก 2 คน แฟนเป็นคนขยันมาก เขารับราชการ วันหยุดก็รับ JOB งานนอกไม่เคยได้หยุดพัก หาเงินเก่ง ประหยัดมาก (ชุดทำงานเขาให้จัดให้แค่ห้าชุด ครบวัน ห้ามซื้อมาเผื่อไว้) บัญชีเงินเดือนไม่เคยแตะต้อง เพราะไม่เคยรู้รหัส ATM เงินที่หามาได้จะวางไว้ให้หนูทุกบาททุกสตางค์ หนูจะเป็นคนใส่เงินในกระเป๋าสตางค์ให้เขาทุกวัน ถ้าให้มากไปเขาก็เอาออกแถมดุอีกต่างหากว่าจะใส่มาทำไมเยอะแยะ ไม่เห็นจะได้ใช้ทำอะไร เราแต่งงานกันเริ่มต้นจากศูนย์จริงๆ จนปัจจุบันมีบ้านมีรถ และอาคารพาณิชย์ แต่เขามีโลกส่วนตัวสูงไม่ดูแลหนูและลูก คือหลังจากเลิกงาน จะนั่งดื่มเบียร์คนเดียวทุกวัน ถ้าอยากคุยกับเขา หรือลูกอยากเล่นด้วย เขาจะเดินหนี แสดงอาการหงุดหงิดให้เห็น ไม่เคยกินข้าวพร้อมกันทั้งครอบครัว เวลาขับรถผ่านห้าง เห็นคนนั่งกินสุกี้ เขาจะพูดลอยๆให้หนูกับลูกฟังว่า ‘ไอ้พวกนี้พวกไร้สาระ ทำกินกันที่บ้านไม่อร่อยหรือไง ต้องมานั่งกินตามห้าง สิ้นเปลือง’ ถ้าต้องไปซื้อของใช้ในบ้านที่โลตัส เขาจะให้หนูกับลูกรออยู่ในรถ แล้วเขาเข้าไปซื้อเอง จัดการเอง เขาบอกว่าถ้าลูกกับเมียลงไป กว่าจะเลือกอะไรได้เสียเวลาทำมาหากิน

หนูเปิดร้านขายของค่ะ และทำงานบ้านเองทุกอย่าง ยกเว้นทำกับข้าวคือทำไม่ค่อยเป็น ทำอะไรง่ายๆให้ลูกกินได้ ส่วนเขาทำกินของเขาเอง หนูเป็นคนที่ดูแลลูกเองตลอดทั้งสองคน ช่วงที่เครียดมากคือช่วงเลี้ยงลูกคนที่สอง คนโตก็กำลังอยู่อนุบาล ตอนเช้าหนูจัดการตัวโตเตรียมไปโรงเรียน ต้องหอบตัวเล็กไปด้วยตลอด ตั้งแต่แบเบาะ เขาไม่ดูให้ ตอนเย็นกว่าจะได้กินข้าวก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มหลังจากตัวเล็กหลับคือกินบ้างไม่กินบ้าง ซึ่งเขาไม่เคยถาม ไม่เคยใส่ใจ ตอนลูกป่วยพร้อมกัน สุดๆเลยค่ะ ไม่ได้หลับได้นอน เดี๋ยวคนโน้นตัวร้อน ลูกไม่สบายนะ ครั้งหนึ่งลูกคนโตเป็นหอบเข้าโรงพยาบาล หนูต้องเอาคนเล็กไปเลี้ยงด้วย เขาบอกว่าลางานไม่ได้

หนูเข้าโรงพยาบาลต้องผ่าตัด ไปหาหมอเอง เซ็นใบอนุญาตผ่าตัดด้วยตัวเอง เข้าห้องผ่าตัด ออกจากห้องผ่าตัดนอนเฝ้าตัวเอง เขาเลิกงานแวะเข้ามาหามาพูดแค่ประโยคเดียวว่า ‘เขานอนเฝ้าไม่ได้นะ รู้อยู่นะ อยู่ร.พ. เขานอนไม่หลับ กินอาหารของโรงพยาบาลนะ หมอให้ออกจากโรงพยาบาล ตอนไหนโทฯไปบอกด้วย จะมาเซ็นเอกสารส่งตัว เบิกค่ารักษาต้นสังกัดให้’ แล้วก็กลับบ้านไป น้ำตาไหลเลยค่ะ เราอยู่กันอย่างเฉยเมยแบบนี้มาเป็น10 ปีแล้ว เคยบอกกับเขาตรงๆ ให้อยู่ใกล้ชิดลูกเมียบ้าง หยุดงานนอกเสาร์-อาทิตย์ได้แล้ว อยากได้เวลาจากเขามากกว่าเงิน มันเหมือนไม่ใช่ครอบครัว เหมือนคนที่อาศัยอยู่ร่วมบ้านกันเฉยๆ เช้าก็ต่างคนต่างไป เย็นก็เข้าพักอยู่บ้านเดียวกันเท่านั้น เขาฟังนะคะ ฟังจนจบ แล้วก็บอกว่า ‘ไร้สาระ ไปนอนเถอะ’ เขามีเรื่องอื่นใหญ่กว่านี้ที่ต้องทำอีกเยอะแยะ วันไหนถ้าได้คุยกับเขาเกิน 5 ประโยคก็ Surprise แล้วค่ะ เราไม่เคยทะเลาะกัน เพราะนิสัยหนูเป็นคนเงียบพูดน้อย ยอมคน ไม่เถียง ไม่ออกนอกบ้านรัศมีเกิน 4 กม. อยู่แต่ในบ้าน ไม่มีเพื่อนไปเคยไปไหน (ถ้าแบบว่าจะไปเดินห้างชิลๆ รับแอร์เย็นๆ หมดสิทธิ์ค่ะ ประโยคเดิม ‘ไร้สาระ เสียเวลา’) เขาให้ทำอะไรก็ทำจะไปไหนก็ต้องเอาลูกไปด้วย ขึ้นรถประจำทางไปเองไม่ให้ขับรถไป เป็นไงคะ วิธีสกัดดาวรุ่งของเขา ถ้าเอาลูกไปหนูก็หมดสิทธิ์ที่เข้าร้านเสริมสวย เลือกซื้อของโน่นนี่ได้นาน ต้องคอยไล่จับลูก ตอนนี้หนูเหมือนคนไม่มีสมอง เขาให้ทำอะไรก็ทำ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมบ้านกันไปวันๆ ตอนนี้ความสุขอยู่ตรงไหน หน้าตามันเป็นยังไง หนูจำไม่ได้แล้ว ได้ระบายละ คงโล่งไปหนึ่งวัน แล้วก็กลับเข้าวงจรเดิม”

เหงาเพราะไม่มีใครเข้าใจได้ แต่ทั้งๆที่มีเขา ยังเหงาเท่ากับโสดมันโหดร้ายไป ครอบครัวที่สักแต่มีคนอยู่ครบ ไม่ได้จบที่ความอบอุ่นเสมอไป เราเป็นครอบครัวเดียวกันมาตั้ง 16 ปี เรื่องเบื่อคงมี แต่มันมีวิธีที่จะเพิ่มสีสันให้กันและกันได้ ความหวือหวาอาจหมดไป แต่ความผูกพันของการมีกันและกัน ต่อสู้มาด้วยกันด้วยความรัก จนมีประจักษ์พยานตั้ง 2 คน น่าจะมีผลให้เรากลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของกันและกันมากขึ้น ไม่ใช่เดินมึนๆงงๆ ปลงๆอยู่ในบ้าน

แต่ในเมื่อเราปล่อยให้ทุกอย่างชินๆชาๆ มาตั้ง 10 ปี วันนี้หวังจะมีอะไรให้เข้าฝันเขา แล้วทำให้เรากลับมาเป็นครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนเดิมคงยากอยู่ สิ่งที่เราต้องดูคือ ที่เขาเป็นได้ขนาดนั้น เพราะเรายอมได้ขนาดนี้หรือเปล่า เขาให้ทำอะไรก็ทำแม้จะเบียดบังความสุขตัวเอง ลมหายใจยังเป็นของเรา อย่าปล่อยให้เขาบังคับแม้ลมหายใจ อยากไปไหน ไปทำอะไร พอเขาบอกว่าไร้สาระ เราก็หยุด ทนทุกข์ทรมานเอา ไร้สาระของเขา อาจจะมีสาระที่สุด ของเรา บ่นได้บ่นไป เมื่อความสุขเรียกร้องจากเขาไม่ได้ ก็เอาความสุขทั้งหลายฝากไว้ที่ตัวเอง เธอไม่ไป ฉันไป อยากพาลูกเดินเล่นตากแอร์เย็นๆในห้างก็ไป ไม่ให้ใช้รถเขาเราก็ใช้รถเมล์ รถไฟฟ้า ไปเที่ยวนานๆ รับมือเด็กๆไม่ไหว ก็ใช้เวลาสั้นหน่อย แต่ยังได้ปล่อยให้ตัวเองเปลี่ยนที่หายใจบ้าง เราอยู่กับสิ่งที่ ‘ต้อง’ ทำมาเป็น 10 ปี ลืมไปแล้วว่าสิ่งที่ ‘อยาก’ ทำคืออะไร

เขาไม่กอดเรา วันไหนเหงาๆ เราเป็นฝ่ายกอดเขาบ้าง ถ้าเขาแสดงอาการหงุดหงิดก็ปล่อยเขา บอกว่าเราคิดถึงสามีเราเหลือเกิน เจอหน้ากันทุกวัน ทำไมฉันเหงาขนาดนี้ พูดไปแบบไม่ต้องรอว่าเขาจะตอบอะไร เพราะเราเดาคำตอบได้อยู่แล้ว ไม่แน่ การที่เราออกไปหาความสุขในมุมของตัวเองบ้าง ไปเติมน้ำหล่อเลี้ยงให้หัวใจ กลับมาอาจพาชีวิตให้มีสีสันสดใสเข้าไปอยู่ในบ้าน อะไรที่เคยก้มหน้าก้มตาอดทน กลายเป็นคนที่อดทนอย่างเข้าใจ ต่อให้สามีดูแลเราน้อยไป แต่เงินทองเขาหาได้เท่าไหร่ก็ยังฝากไว้ในมือเรา ชีวิตคนเราไม่สั้นไม่ยาว ไม่รู้เหมือนกันว่าหายใจเข้า แล้วจะหายใจออกได้อีกนานแค่ไหน เมื่อวันนี้ยังมีลมหายใจก็ต้องใช้มันอย่างมีความสุข เมื่อสุขของเราฝากไว้ที่เขาไม่ได้ ต่อจากนี้ไปให้ความสุขขึ้นอยู่กับเราและลูก อยากไปไหนก็ไป เธอหาเงินได้ฉันก็หาเงินเป็น ไม่ได้แบมือขอเธออย่างเดียว ทำให้เขาเห็นว่า เราไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิตที่ต้องถูกขังคอก ออกไปไหนไม่ได้ เงินทองมากมายจะมีไปทำไม ถ้ามีไว้แต่หาความสุขใจไม่ได้เลย เขาจะบอกว่าไร้สาระเสียเวลา เวลาของเขา ก็ไม่ใช่เวลาของเรา

การที่หายใจทิ้งไปวันๆ ไม่ทำให้มันมีความสุข นี่คือเรื่องเสียเวลาที่สุดในชีวิตเราเช่นกัน


เรื่อง: ดีเจนภาพร คอลัมน์ หัวใจคุยกัน