ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ ไม่เคยหายไปจากโลก

ดิฉัน / STORY / ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ ไม่เคยหายไปจากโลก
มาถึงยุคที่เรามีหนังไทยสร้างจากมือคนไทย โกยรายได้เป็นพันล้าน ยุคที่ทางราชการอนุญาตให้เราสามารถแต่งตัวตามเพศที่ชอบ ถ่ายรูปติดบัตรประชาชนได้ ยุคที่สามารถสร้างร่องอกได้ใน 6 วิ แต่ปัญหาที่อยู่คู่โลกและไม่เคยหายไปคือปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ค่ะ

ผู้หญิงที่ผู้ชายอยากเก็บไว้ทั้งสองคนคนหนึ่งให้ชีวิต อีกคนให้พลังใจ ครอบครัวที่สร้างเรามา กับครอบครัวที่เราสร้างใหม่ ถ้ารักสามัคคีกันก็ดีไป แต่ถ้าไม่ คนที่น่าสงสารที่สุดคือคนกลาง บ้างก็ต่อสู้จนได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ บางก็แพ้พ่ายต่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างผู้หญิงที่รักมากทั้งสองคน เมื่อสู้จนสุดมือ ก็ถือซะว่าเราไม่ได้ทำบุญมาด้วยกัน

มี Club Friday อยู่ตอนหนึ่ง ต้องยอมรับว่าเป็นครั้งที่ฟังไป แล้วข้างในแอบร้องไห้ตาม มันโหดเกินไปในความรู้สึกส่วนตัวค่ะ น้องผู้หญิงคนหนึ่งโทฯเข้ามาเพื่อบอกว่าคิดถึงสามีที่สุด ตอนนี้สามีของเธอเส้นเลือดในสมองแตก พูดไม่ได้ ร่างกายส่วนใหญ่ขยับไม่ได้แต่ยังรับรู้และได้ยินเสียงใครๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ตลอดระยะเวลาที่คบเป็นแฟนจนแต่งงานก็มีความขัดแย้งกับแม่และน้องสาวของสามีมาโดยตลอด ด้วยความที่เขาเป็นลูกชายคนเดียว พ่อเสียไปตั้งแต่เด็ก แม่และน้องสาวเลยเหมือนมีหลักเดียวที่เอาไว้ใช้ยึดเหนี่ยวก็คือลูกและพี่ชาย การที่เขามีภรรยาเลยดูเหมือนว่ากำลังจะถูกแย่งความรัก ความใส่ใจ และสูญเสียความสำคัญไป คนกลางก็สู้มาตลอดเพื่อให้แม่และน้องสาวยอมรับสะใภ้ จนได้แต่งงานกันในที่สุด ถือเป็นความสำเร็จขั้นหนึ่งในชีวิต

ตอนอยู่บ้านเดียวกัน ก็เจอสารพัดปัญหา ทำอะไรไม่เคยถูกใจ ลูกสะใภ้ถูกกล่าวหาว่าชอบขโมยของ ตั้งแต่ถ้วยโถโอชาม ยันอาหารหมา ฟังมาถึงประโยคนี้ แล้วตาเหลือกเลย เมื่อปัญหารุมเร้ามากขึ้น สามีเลยตัดสินใจพาภรรยาออกมาเช่าคอนโดฯอยู่ จุดนี้ยิ่งย้ำทำให้คำว่าถูกแย่งความรักชัดเจนขึ้นไปอีก ทั้งแม่และน้องเลยยิ่งเพียรที่จะหาเรื่องค่อนว่าสะใภ้และลูกชายหนักขึ้นไปอีกเช่นกัน

จนวันหนึ่งสามีมาบอกว่า ใน 1 อาทิตย์ คงมีสัก 3 วัน ที่ต้องกลับบ้านไปอยู่กับแม่และน้องสาวนะ อาจพอจะลดแรงกระแทกลงได้บ้าง ก็อยู่มาเรื่อยๆแบบนี้ วันไหนที่ต้องเข้าบ้านแม่ ก็แค่กลับช้าหน่อย เพราะพอเข้าบ้านไป สิ่งที่จะได้ยินจนหูชาก็คือ เรื่องต่อว่าที่หาภรรยาแย่ๆเข้ามาในครอบครัว จะด้วยเรื่องนี้หรือเหตุใดก็ตาม ภาวะความเครียดสะสมหนักเข้าๆ ทำให้สามีเส้นโลหิตในสมองแตกจากคนทำมาหากินได้ กลายเป็นคนที่ต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนเตียง กะพริบตาและทำได้แค่ขยับนิ้วเพื่อสื่อสารกันได้บ้างข้างๆยังมีภรรยาดูแลอย่างสม่ำเสมอเฉพาะช่วงเวลาที่แม่และน้องสาวของเขาไม่มาหา แต่ถ้าถึงช่วงเวลานั้น สิ่งที่ควรทำที่สุดคือหายตัวไป อยู่ไกลๆครอบครัวเขา จนกระทั่งเวลาของเราน้อยลงไปเรื่อยๆ

แม่และน้องสาวเริ่มเข้ามาดูแลตลอดทั้งวัน บางทีก็ผลัดกันเฝ้าในตอนกลางคืนจนไม่มีที่ยื่นให้สะใภ้ได้ดูแลสามีเขา วันหนึ่งแม่เริ่มยื่นคำขาด ให้ไปจากชีวิตลูกชายเขาซะ น้องร้องไห้เสียใจ และขอโอกาส.. ไหนๆ ก็ดูแลเป็นคู่ผัวตัวเมียมาได้ตั้งหลายปี ขอให้ตัวเองได้มีส่วนแบ่งเบา และสลับกับดูแลคนที่ตัวเองรักบ้างก็ยังดี พอเห็นเรายื้อ แม่ยิ่งโมโห และทำในสิ่งที่ใจร้ายเหลือเกิน คุณแม่เดินไปเข็นรถของลูกชายออกมาในขณะที่พยาบาลกำลังทำกายภาพแถมชวนให้นางพยาบาลมาเป็นพยานด้วย

“ฉันทนกับแกมามากแล้วนะ มาเลยวันนี้ลูกต้องเลือก ตกลงจะอยู่กับแม่ หรือจะอยู่กับเมีย ถ้าอยู่กับแม่ชูนิ้วเดียว ถ้าอยู่กับเมียชู 2 นิ้ว” สิ้นสุดเสียงของแม่ น้องรีบพูดสวนไปว่า ถ้าสลับไปสลับมาให้ชู 3 นิ้วนะ น้องสาวตวาดแว้ดขึ้นมาทันที “พี่ฉันไม่ใช่ตุ๊กตา จะให้สลับไปสลับมาคนนั้นอุ้มที คนนี้อุ้มที มีทางเลือกแค่สองเท่านั้นแหละ” น้องร้องไห้เสียงดัง ทั้งสงสารและเห็นใจสามีเหลือเกิน ลำพังคนที่เคยเดินเหินได้ กลายเป็นคนที่ต้องนอนเฉยๆพูดไม่ได้ก็แย่และกดดันอยู่แล้ว ยังต้องเลือกเพียงสิ่งเดียวสำหรับสิ่งที่สำคัญทั้งสองสิ่งในชีวิต ยิ่งเห็นสามีสะอื้น ภรรยาแทบจะขาดใจและแอบภาวนาว่า เราเลือกอยู่ด้วยกันเถอะนะ ฉันจะดูแลเธอให้ดีที่สุดไม่ว่าเธอจะเป็นยังไงก็ตาม เขามองเธอด้วยสายตาที่เจ็บปวด การชูนิ้ว ถ้าเป็นคนธรรมดามันคือเรื่องง่าย แต่พอเป็นผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง การบังคับอวัยวะในร่างกายต้องใช้พลังมากมายเหลือเกิน ประกอบกับการต้องชี้เป็นชี้ตาย ชีวิตครอบครัวของตัวเอง นิ่งไปสักพักเขาก็ยกมือสั่นระริกขึ้นมา ขยับนิ้วและชูแค่นิ้วเดียวเท่านั้น!!! นั่นคือเขาเลือกอยู่กับแม่และน้อง

ภรรยาทรุดลงไปร้องไห้แทบบ้า โดยมีแม่และน้องสาวพูดเสียงดังฟังชัดว่า เห็นแล้วนะว่าเขาเลือกใคร ไปซะ ไม่ต้องมายุ่งกับครอบครัวเขาอีก น้องพยายามในเฮือกสุดท้ายที่จะบอกว่า แต่น้องเป็นภรรยาของเขา แม่ก็เถียงว่า ไหนล่ะทะเบียนสมรสเอามาให้ดูได้หรือเปล่าล่ะ น้องยิ่งเสียใจ เพราะตัวเองตัดสินใจเองว่า อยู่กันด้วยความรักไม่ใช่ทะเบียนสมรส เลยไม่ได้จดไว้ตั้งแต่แรก และเมื่อสามีเลือกแล้ว น้องก็ต้องยอมรับสิ่งที่เขาเลือก

หลังจากนั้นไม่นาน แม่และน้องสาวก็พาเขาหนีไปรักษาตัวที่อื่น.. ไม่มีแม่คนไหนในโลกไม่รักลูกก็เข้าใจค่ะ แต่ถ้าลูกเลือกคนที่เขารักแล้ว ลองปล่อยให้เขาไปใช้ชีวิตด้วยกันไม่ได้หรือ ที่เขาเลือกแบบนี้ จริงๆคงเป็นเพราะรักภรรยามาก มากเกินกว่าจะเห็นแก่ตัว ดึงผู้หญิงคนหนึ่งมาทุกข์ทรมาน เขาไม่มีแรงปกป้องเธออีกแล้วเขาไม่สามารถดูแลชีวิตเธอได้ดีไปกว่านี้ สิ่งที่ทำได้ก็คือปล่อยให้เธอไป เลือกทางใหม่ในชีวิตที่ดีกว่า

น้องพยายามทุกวิถีทางที่จะสืบหาว่าเขาไปรักษาอยู่ที่ไหน โดยมีเพื่อนช่วยกันอีกแรง จนเจอค่ะ วันที่น้องไปหาเขา ก็มีเพื่อนๆเราช่วยดูต้นทาง เขาดูแข็งแรงขึ้นใส่แว่นตาดำ และกายภาพอยู่ในห้อง พอสบโอกาส แม่ต้องไปเอายาอีกตึกหนึ่ง น้องเลยได้มายืนอยู่หน้าประตู มองเขาคอยโบกมือให้ แต่ไม่รู้จริงๆว่าเขาเห็นไหมเธอเดินเข้าไปใกล้อีกแค่ช่วงแขนเดียวก็จะได้กอดกันแล้ว วินาทีนั้นเพื่อนรีบส่งสัญญาณว่าแม่กำลังมา เธอละล้าละลังอยู่ตรงนั้น ได้ยินเสียงคำรามในลำคอของสามี “ฮื่อ ฮื่อ” ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ตรงนั้นสิ่งที่คิดได้คือ ต้องรีบออกมา เพราะถ้าแม่รู้ว่าเธอมา แม่จะยิ่งพาเขาหนีไปไกลอีก โถ..คุณแม่ขา คุณแม่จะอยู่ดูแลเขาไปจนชั่วชีวิตเขาได้หรือ น้องสาวที่แสนจะหวงพี่ชาย วันหนึ่งมีครอบครัวไปจะยังรักและไยดีพี่คนนี้มากแค่ไหน หรือที่ทำไปแค่อยากเอาชนะเฉยๆ

พอขึ้นรถได้ก็นั่งร้องไห้ ด่าทอตำหนิตัวเองที่ไม่เข้าไปกอดสามีในวินาทีนั้นเพื่อนของน้องให้สติได้ดีทีเดียว “แกจะมาร้องไห้เสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำทำไม ทำไมไม่ดีใจกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำล่ะ สามีแกจะดีใจแค่ไหนที่ยังเห็นว่าภรรยาไม่เคยลืมเขาและทำทุกวิถีทางที่จะได้เจอกัน” เห็นด้วยที่สุดเลย เรามาไกลจากจุดเริ่มต้นตั้งเยอะตั้งแต่ตอนที่ไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ที่ไหน ตอนนี้น้องสามารถเข้าไปใกล้เขาได้ขนาดนี้แล้วมีครั้งแรกต้องมีครั้งต่อไป ต่อให้ไม่ได้อยู่ใกล้ทำให้เขารู้ว่า เขาก็ไม่เคยห่างไปจากหัวใจ

ถ้าในที่สุดต้องจบกันแค่นี้ ก็คิดซะว่าอย่างน้อยเขาก็อยู่ใกล้แม่เขา รักกัน อยู่ตรงไหนก็รัก อยู่ใกล้อยู่ไกลก็รัก เลิกกันก็ไม่ใช่เลิกรัก ถ้ารักมากแต่ยากจะอยู่ด้วยก็แค่แยกย้าย แต่ทำให้เขารู้ให้ได้ว่า ไม่ว่ายังไงเราก็ยังรักกันอยู่ดี


เรื่อง: ดีเจนภาพร คอลัมน์ หัวใจคุยกัน