คิดมาก แต่รู้สึกน้อย

ดิฉัน / STORY / คิดมาก แต่รู้สึกน้อย
ไปติดใจหนังอยู่เรื่องหนึ่ง ‘Eat Pray Love’ แปลเป็นชื่อไทยซะ อุ่นเลยว่า ‘อิ่มมนต์รัก’ ฟังแล้วคิดถึงร้านมนต์นมสด

หนังที่ทำจากหนังสือซึ่งเขียนจากชีวิตจริง ของอลิซาเบธ กิลเบิร์ท มีจูเลีย โรเบิร์ต รับบทผู้หญิงที่หลงรักการเดินทางท่องเที่ยว เธอใช้ชีวิตคู่กับผู้ชายที่ฝักใฝ่ความเติบโตในการทำงาน (ซึ่งก็ดูเป็นเรื่องปรกติ) ความอดทนสิ้นสุดเมื่อคุณภรรยาเตรียมโปรแกรม Back pack ชวนคุณสามีเที่ยวตะลอนกันสองคนในขณะที่คุณสามีปฏิเสธ เหตุผลคือเขาตั้งใจจะลงเรียนเพิ่มเติมเพื่องานที่ทำอยู่จะได้มั่นคง เธอตัดสินใจบอกเลิกเขา เพราะเป้าหมายในชีวิตต่างกัน จนมาเจอกับผู้ชายอีกคน ที่ดูเหมือนว่าจะมีชีวิตใกล้เคียงกับสิ่งที่เธอฝัน ผู้ชายที่เต็มไปด้วย อารมณ์ศิลปะ ชอบสวดมนต์ นั่งสมาธิ มีโลกส่วนตัวสูงมาก จนบางครั้งปล่อยให้เธอเคว้งคว้างว่างเปล่า แม้จะอยู่ในอ้อมกอดของเขาก็ตาม

ผู้หญิงซึ่งประคองความรักไม่รอดถึงสองครั้ง เริ่มสูญเสียความมั่นใจในตัวเองสับสน และเริ่มออกค้นหาคำตอบว่า ชีวิตของเธอต้องทุกข์ซ้ำๆกับความรัก เป็นเพราะเธอหรือเพราะอะไร เธอตัดสินใจใช้การเดินทางช่วยหาคำตอบ ประเทศแรกที่เธอไปคืออิตาลี เธอฝันอยากกินสปาเก็ตตี้คาโบนาร่า ที่อร่อยที่สุด กลางอิตาลี กินของอร่อยที่อยากกินที่สุด ตามใจปากสุดแรงแบบไม่ต้องคิดถึงความลำบากของการลดรอบเอว… เธอทำให้รู้ว่าคนเรามีความสุขแค่ไหนเมื่อของที่อยากกินที่สุดแตะปลายลิ้น จากอิตาลี เธอเดินทางต่อไปที่อินเดีย ประเทศที่ต่างจากอิตาลีแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เธอไปตามคำแนะนำของอดีตแฟนติสท์ๆ ที่เขาอยากไปนั่งสมาธิในอินเดียสักครั้ง กับครูที่มีชื่อเสียงด้านการสอนการทำสมาธิ เธอตามเขามาถึงที่นี่เพื่อจะพบว่า คุณครูคนนั้นเดินทางไปอเมริกาบ้านเกิดของเธอเอง… ในหนังซ่อนประโยคดีๆและวิธีคิดชั้นยอดเอาไว้แทบทุกตอน

จากอินเดียเธอเดินทางต่อไปที่บาหลีเพราะครั้งหนึ่งเธอเคยมาที่นี่ และพบกับพ่อหมอคนหนึ่งที่ชาวบ้านนับถือ เป็นทั้งหมอรักษาโรคและหมอพยากรณ์ เขาเคยบอกว่า เธอจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง มาสอนภาษาอังกฤษให้กับเขา และเขาจะสอนความรู้เรื่องยาทั้งหมดให้เธอ การกลับมาหนนี้ เธอได้เจอกับความรักอีกครั้งหนึ่งหลังจากเดินทางไปถึง 3 ประเทศ เพื่อเรียนรู้ว่า ความสุขของคนเรามีอยู่เท่านี้หาอาหารให้ร่างกาย ความสุขทางปากที่หาง่ายที่สุดในทุกวัน เธอเจอสิ่งนั้นแล้วที่อิตาลี

หาอาหารให้จิตใจ คือการนั่งสมาธิและสวดมนต์ เธอเรียนรู้สิ่งนี้ที่อินเดีย และสุดท้าย อาหารของจิตวิญญาณ คือความรัก เธอได้สิ่งนั้นจากบาหลี

เธอรู้แล้วว่า การมีความรัก ไม่ใช่การนั่งรอว่าคนรักจะถูกใจเราตรงไหน ต้องเหมือนกันในเรื่องอะไร คิดต่าง ทำให้เราต้องห่างกันแน่ๆ ซึ่งไม่จริง ไม่มีใครเหมือนกันในทุกเรื่อง แต่ความรักที่มี จะทำให้เรายอมรับในความแตกต่างระหว่างคนสองคนได้มากขึ้น

มีประโยคหนึ่งในหนัง ตอนที่นางเอกได้เจอความรักครั้งสุดท้ายที่บาหลี ผู้ชายของเธอเป็นพ่อม่ายลูกติด เธอพูดถึงแผลที่มีอยู่ในใจว่า ทำไมนะ เธออยู่กับผู้ชายคนไหนก็ไปกันไม่รอด เขาตอบกลับมาได้น่าคิดทีเดียวค่ะ

“เธอไม่ได้ตามหาผู้ชาย แต่กำลังตามหา ยอดชาย ผู้หญิงอย่างเธอเป็นคนคิดมากแต่รู้สึกน้อย” ถ้างง ลองกลับไปอ่านประโยคนี้อีกทีค่ะ ‘คิดมากรู้สึกน้อย’ ใครทำอะไร จะมีผลต่อจิตใจเราไปซะหมด แต่พอเราทำอะไร กลับคิดถึงหัวใจคนรอบข้างน้อยไปหน่อย มีใครเป็นแบบนี้บ้างไหม เคยมีน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ออกแนวคิดมากรู้สึกน้อยเหมือนกัน เธอคบผู้ชายคนหนึ่งมา 7 ปี ทั้งๆที่รู้ดีว่าตัวเองชอบผู้หญิงด้วยกัน แต่คบแฟน ให้เขาเป็นหุ่น เพื่อเธอจะตอบสังคมได้ว่า นี่ไง ฉันก็เหมือนกับผู้หญิงทั่วไป ที่มีแฟนเป็นผู้ชาย จนตอนนี้เธอได้เจอกับผู้หญิงที่เธอรักมาก สิ่งเดียวที่ทำได้คือแอบคบหา พากันกินข้าวดูหนังและเริ่มใช้เวลากับเธอคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆแฟนเริ่มสงสัย แต่เข้าใจมาตลอดว่า เขาเป็นเพื่อนสนิทกัน ตอนนี้ฝ่ายชายเริ่มอยากใช้ชีวิตคู่ เลยขอเธอแต่งงาน ช่างไม่รู้ว่ามันสร้างความทรมานให้กับอีกฝ่ายเหลือเกิน น้องโทฯเข้ามาขอคำปรึกษาว่าจะทำยังไงดี พ่อแม่เราก็รักเขา แต่เราอยากไปอยู่ใกล้ๆผู้หญิงในหัวใจมากกว่า

ยังยุไปว่าน้องก็เลือกคนที่น้องรักไปเลยสิ ตอบไปทื่อๆเพราะอยากได้ยินอะไรบางอย่าง

“ไม่ได้ค่ะพี่ สังคมจะมองเราว่ายังไง หนูไม่อยากให้ใครมองว่าเป็นคนประหลาด”

ฟังแล้วได้แต่ยิ้ม จะให้สังคมยอมรับได้ยังไงในเมื่อน้องยังไม่ยอมรับในตัวเองเลยจะชายรักชาย หญิงรักหญิง ก็เป็นคนจริงๆที่อยู่ในสังคม ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ตรงข้ามเขาอาจจะช่วยเหลือคนอื่น และทำตัวไม่เป็นภาระสังคมด้วยซ้ำการมีใครสักคนไว้เป็นตัวประกอบให้ชีวิตเราคิดถึงความรู้สึกของเขาน้อยไปหน่อยคบกับคนที่ไม่ได้รักมาตั้ง 7 ปี เขาไม่มีสิทธิ์จะเจอคนที่รักเขาได้มากกว่าเราหรือเขาผิดตรงไหน ถึงต้องถูกขังเอาไว้ในฐานะดาราสมทบที่ไม่มีวันเป็นตัวเอกซะทีน้องได้แต่ขำๆ และยืนยันว่า 7 ปีที่ผ่านมาก็ดีนะคะ ไม่เคยทะเลาะกันเลย

ก็แหงล่ะ เรามักจะงี่เง่ากับคนที่เรารักเท่านั้น เราเรียกร้อง คาดหวังจากคนที่เราอยากอยู่ในหัวใจเขา แต่กับแฟนอุปโลกน์คนนี้ ก็เหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่เราคงไม่เสียเวลาไปทะเลาะด้วย เธอเป็นเธอ ฉันเป็นฉัน อยู่ใกล้ๆกันเพื่อตอบโจทย์สังคมถ้าเรากลัวตัวเองประหลาด ก็อย่าทำให้เขารู้สึกประหลาด เราแค่กลัวคนอื่นรู้ว่าเป็นหญิงรักหญิง แต่ถ้าเขารู้ความจริง เขาจะกลายเป็นผู้ชายที่ถูกผู้หญิงคนหนึ่งหลอกว่ารักมา 7 ปี ทั้งๆที่ในใจไม่เคยรู้สึกอะไรตั้งแต่วันแรกที่เจอกันแล้ว ถ้าเทียบกัน เขาดูประหลาดและน่าสงสารกว่าตั้งเยอะ

มองในมุมน่าเห็นใจของเขาบ้าง อย่ามองเห็นแต่ความลำบากของตัวเอง จะเป็นเพศไหน แค่อย่าเบียดเบียนกัน ก็ใช้ชีวิตได้อย่างไม่อายใครแล้ว มีความสุขที่แลกมาด้วยทุกข์ของคนอื่น เราจะมีความสุขได้อย่างภาคภูมิใจหรือ? คิดดีๆ

และถ้าวันหนึ่งความรักและคนรักอาจทำให้ความสุขขาดตกบกพร่องไปบ้าง ก็บอกกับตัวเองให้ได้ว่าบางทีการเสียหลักบ้างในชีวิตรักก็เป็นการรักษาสมดุลอย่างหนึ่งของชีวิต

พ่อหมอในเรื่องบอกไว้เป็นประโยคที่ชอบที่สุดเลยค่ะในหนังเรื่องนี้


เรื่อง: ดีเจนภาพร คอลัมน์ หัวใจคุยกัน