อย่าหลอกตัวเองว่าไม่ได้แย่ง

ดิฉัน / STORY / อย่าหลอกตัวเองว่าไม่ได้แย่ง
ไม่มีใครอยากให้เรื่องเสียใจของเราเป็นเรื่องตลกของคนอื่นๆ

ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นทันทีหลังจากรายการที.วี.รายการหนึ่งเอาคลิปเซอร์ไพรส์ว่าที่เจ้าบ่าว ซึ่งพี่ชาย พ่อแม่ และเจ้าสาวร่วมมือกันทำให้ประทับใจไม่รู้ลืม อาจจะด้วยพี่ชายเชี่ยวชาญการทำหนังสยองขวัญเลยอยากให้ของกำนัลน้องเป็นภาพพรีเซนเทชั่นแรงๆในงานแต่งงาน ด้วยเหตุการณ์จริง ที่สร้างสถานการณ์ไม่จริง เอาไว้ทดสอบความรักว่า เขารักเจ้าสาวคนนี้มากแค่ไหน ซึ่งไม่รู้จะมาทดสอบอะไรเอาป่านนี้ ความยาวของเรื่องไม่กี่นาที แต่ใช้ทีมงานเบื้องหลัง และการวางแผนที่สลับซับซ้อน ซ่อนกล้องไม่รู้กี่ตัวต่อกี่ตัว ให้ได้ ภาพสีหน้า แววตาของว่าที่เจ้าบ่าวที่รับรู้ว่าว่าที่เจ้าสาวกำลังจะตาย เพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ถ่ายทำตั้งแต่ในรถยันโรงพยาบาล มีตัวแสดงเข้าฉาก ทั้งหมอ พยาบาล ตำรวจที่ปลอมเสียงโทฯไปแจ้งข่าว สารพัดบทบาท เพื่อให้ทุกอย่างสมจริง ทุกคนรู้ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง ยกเว้นเจ้าบ่าวคนเดียวที่กำลังหัวใจสลายเพราะคนที่ตัวเองรักกำลังจะพรากจากไปเพราะอุบัติเหตุ เขาร้องไห้แทบเสียสติจนเปิดประตูเข้าไปในห้องของร.พ. ถึงได้เห็นว่า เจ้าสาวที่เขารัก อุตส่าห์ซ้อมเต้นเป็นสาวเกาหลีเอาไว้เฉลย เปิดตัวให้เจ้าบ่าวได้รู้ว่า ที่ผ่านมาน่ะ อ่ะ!!! ล้อเล่น เฮ้อ…

เป็นความสามารถเฉพาะคู่นะคะ เรื่องแบบนี้ไม่ได้ใช้ได้กับทุกคู่ จริงๆรักกันไป เดี๋ยวก็มีโจทย์มากมายมาให้วัดใจไม่ต้องห่วง ยังหันไปคุยกับสามีว่า ถ้าวันหนึ่งมีคนโทฯมาบอกเธอว่า ฉันถูกรถชน อาการปางตาย เธอเชื่อได้สนิทใจเลยนะว่าจริง เพราะฉันไม่มีวันเอาเรื่องแบบนี้มาเล่นส่วนตัวเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับทุกเรื่องที่เล่นกับความรู้สึกของคนอื่นค่ะ เราอาจกำลังขำ แต่คนที่ถูกอำ เขาเสียใจจริงๆ

มีเยอะค่ะที่เราวัดได้ว่า คนที่รักกันจริงๆ เขาจะไม่ทิ้งตอนที่เราป่วย หรือเรากำลังจะตาย แต่ก็มีมากมายที่อาการจะเป็นจะตาย ไม่ได้ช่วยอะไร มีวันหนึ่งกำลังจัดรายการ ‘เลิฟแปดพันเก้า’ คุณผู้หญิงคนหนึ่งโทฯเข้ามาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังค่ะ

เธอเป็นแม่ม่ายวัย 30 กว่าๆ เลิกรากับสามีไปนาน วันหนึ่งหลานชวนให้เล่น chat ชักติดใจ มันช่างตอบโจทย์ความสัมพันธ์ของคนยุคนี้ดีจริงๆ ต่างคนต่างไม่เห็นกัน มันก็ปลอดภัยดี อยากจะปั้นให้เราเป็นอะไรก็ได้ อยากให้เขารู้จักเราในมุมอุปโลกน์แบบไหนก็ได้ แต่พอเล่นไปสักพัก ความรู้สึกรักเริ่มเกิด เพราะเข้าใจไปว่าดีจังเลย เราคุยกันได้ทุกเรื่องจริงๆ ทั้งๆที่ลืมคิดไปว่า ตอนแรกที่เขารู้จักเรา เขาทักมาเพราะคิดว่าเราเป็นสาววัย 22 ตามที่เราหลอกเอาไว้ตั้งแต่ต้น พอคุยกันทุกวัน มันก็เริ่มชิน คิดไปแล้วว่าเราผูกพันอยากคบกันให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ต่างฝ่ายเลยต่างสารภาพว่า ตัวตนจริงๆของเราเป็นใคร

ฝ่ายหญิง บอกทุกอย่างไปชัดเจนว่าไม่ได้อายุ 22 เคยมีครอบครัวแล้วแต่เลิกกัน ฝ่ายชายนั้นยืนยันว่า เขาก็มีภรรยาแล้วเช่นกัน และภรรยากำลังป่วยเป็นมะเร็ง เจ็บออดๆแอดๆ ที่มาคุยเพราะอยากมีเพื่อน อยากได้กำลังใจแค่นั้น

คนเริ่มมีใจประมาทไม่ได้จริงๆค่ะ สิ่งที่ควรมองเห็น กลายเป็นข้อดีไปซะหมด “เขาดีมากๆค่ะพี่ รักภรรยามาก ดูแลทุกอย่าง เขาแค่อยากได้กำลังใจ เราก็เลยตกลงกันว่า เราจะคบกันแบบนี้ ต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เราบริสุทธ์ใจที่จะคบกัน แบบที่รู้ว่าเขามีภรรยา และเราก็ผ่านการมีครอบครัวมาแล้ว” โลกช่างสวยใสอยู่ในจินตนาการ หรือในที่สุดมันแค่เป็นการหาข้ออ้างให้ตัวเองทำผิดได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

ส่งกำลังใจกันได้สักพัก เริ่มนัดเจอกันและคงส่งพลังอย่างอื่นกันแล้ว น้องผู้หญิงเริ่มจริงจังขึ้น เริ่มทรมานหัวใจถ้าวันไหนไม่ได้เจอกัน แต่สิ่งที่น้องพูดตลอดเวลาที่เราคุยกันคือ

“เขาเป็นคนดีมาก และรักภรรยามากจริงๆค่ะ เราแค่เป็นกำลังใจกันและกัน และน้องไม่ได้หวังด้วยซ้ำว่า เขาต้องทิ้งภรรยามาหาเรา ขนาดเขาไปซื้อยาให้ภรรยาเขา ยังเอาเราไปด้วย น้องบอกเขาเสมอว่าต้องดูแลภรรยาให้ดี ให้ดื่มน้ำเยอะๆ และให้กินยาตรงเวลา”

แล้วเราเลือกจะมาอยู่ตรงนี้ทำไมนะ เขามีภรรยาแล้ว ภรรยาเขาต้องสู้กับโรคร้าย กำลังใจน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดจะเป็นคนดีแค่ไหนเขาก็สามีคนอื่น และสิ่งที่น้องชื่นชมเสมอว่าเขาเป็นคนดีในที่สุด เขาก็คือคนนอกใจภรรยา ทั้งๆที่เธอป่วยเป็นมะเร็ง เรามองแต่มุมเรา เราชอบเขา ก็บอกว่าเขาดี วันหนึ่งลองสลับที่กัน ถ้าเราเป็นคนที่ป่วยแบบภรรยาเขา แล้วสามีเราก็หมั่นไปหากำลังใจจากผู้หญิงอื่น น้องจะรู้สึกยังไง

“แต่พี่คะ ภรรยาเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรา และน้องไม่คิดจะไปแย่งสามีมาจากเขา แค่อยู่เป็นกำลังใจให้กันและกัน” ประโยคหลอกตัวเอง ที่น้องพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกใจต้องไม่ทำทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ใช่ทำแล้วเขาไม่รู้ให้นับว่าไม่ผิด ยังไงก็ผิด ไม่ผิดต่อเขาก็ผิดกับตัวเอง

“เพื่อนๆก็ให้กำลังใจน้องค่ะ เขาบอกว่า น้องไม่เสียดายคนดีๆแบบนี้หรือ เมียเขาป่วยขนาดนี้ อยู่ได้อีกกี่ปีไม่รู้ เราน่าจะเป็นกำลังใจและคอยดูแลเขาน่าจะดีกว่า” สรุปว่าน้องคงไม่ไปไหน คบๆกันไปแบบที่เขาก็มีใครอยู่ข้างๆอีกคน แล้วที่บ่นว่าเหงาๆ นี่คืออะไรล่ะจ๊ะ

“คือช่วงหลังๆ ภรรยาเขาเหมือนจะดีขึ้น จากที่เดินไม่ได้ ตอนนี้สามารถเดินได้บ้าง เขาเลยพากันไปเดินเล่นบ้าง ไปกินข้าวนอกบ้านบ้าง เราก็จะมีเวลาให้กันน้อยลงค่ะพี่”

แล้วน้องจะทุกข์ทำไม ไหนบอกว่าแค่อยู่เป็นกำลังใจให้กันและกันเฉยๆนี่นา อย่าหลอกตัวเองอีกเลย รักสามีชาวบ้าน เราก็รอจะเป็นตัวแทนภรรยาเขา ยิ่งเห็นเขาป่วย เราก็เดาไปว่า เวลาของเขากับภรรยาคงน้อยลงทุกที

“พี่คะ แต่น้องรู้นะว่ามันบาป น้องถึงอยากให้เขาดูแลเมียเขาเยอะๆ” หรือจริงๆเขาให้เราเป็นได้แค่นี้ล่ะ ทำหน้าที่ในบางเรื่องที่ภรรยาเขายังไม่สามารถทำได้แล้วในที่สุด เขาก็ไปอยู่กับคนที่เป็นหัวใจของเขาน้องบอกว่าขอแค่เป็นกำลังใจ น้องก็ได้เป็นแล้วไง แล้วจะเอาอะไรอีก

“คือหนูเหงาๆค่ะ หลังๆเมียเขาดีขึ้นมากจากที่ผมร่วง ตอนนี้ผมเขาขึ้นเยอะมาก หนูใจคอไม่ดี เหมือนว่าหนูกำลังจะโดนทิ้ง” ขำก๊ากเลยค่ะ ไหนบอกว่าไม่คิดแย่ง ไม่แข่งขัน เห็นเขาอาการดีขึ้นหน่อย ก็แทบจะปล่อยโฮ แบบนี้หรือที่น้องเรียกว่า ไม่ได้อยากแย่งสามีใคร แค่เห็นภรรยาเขากำลังจะตายก็ใจชื้น เห็นภรรยาเขาผมขึ้น ก็ใจเสีย ที่หวังเอาไว้ไม่น่าจะใกล้ความจริงแล้ว ถอยเถอะน้อง ทำบุญกับเพื่อนร่วมโลก แล้วอุทิศให้ตัวเอง เมียเขาสู้กับโรคร้าย ก็ใจหายอยู่แล้ว อย่านั่งรอพินัยกรรมเป็นสามีชาวบ้านอยู่เลย


เรื่อง: ดีเจนภาพร คอลัมน์ หัวใจคุยกัน