อย่าสิ้นหวังกับรักแท้

ดิฉัน / STORY / อย่าสิ้นหวังกับรักแท้
บอกตัวเองแบบนี้ถี่ขึ้นเรื่อยๆในระยะ 2-3 ปีนี้ เพราะรักดีๆ ไม่ค่อยมีคนอยากเล่า กลัวถูกหมั่นไส้ กลัวคนอื่นอิจฉา หรือว่ามันน้อยลงจริงๆ
shutterstock_607316207

shutterstock_607316207

 

คำถามที่เข้ามาคุยกันใน Club Friday ระยะหลังๆ มันเปลี่ยนไปมาก จากแต่ก่อนผู้ใดรู้ว่าไปรักซ้อนกับใคร จะรู้สึกอับอายขายขี้หน้า บ้าจริง ผู้หญิงอย่างฉัน ไม่มีค่าพอที่จะมีใครสักคนซึ่งเป็นของฉันคนเดียวจริงๆหรือ

‘ขอคบ 2 คนได้ไหม’ เป็นคำถามที่ดูหน้าด้านมากในยุคโน้น แต่กลายเป็นคำขอธรรมดาๆที่ผู้หญิงหลายคนไม่กล้าปฏิเสธคิดข้างๆคูๆว่า อย่างน้อยเขาก็รักเรานะ ถึงไม่อยากเสียเราไป แต่พออยู่ใกล้ เธอก็ทำร้ายจิตใจโดยการมีคนอื่น หลายครั้งมีคำตอบที่น่าตกใจค่ะ เวลาถามคนที่โทฯเข้ามาว่า คบกันมาตั้งหลายปี ไม่รู้มาก่อนเหรอคะว่า เขามีใครคบอยู่หรือเปล่า

“ไม่ได้ถามค่ะ ปรกติไม่อยากไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของเขา” ฮ้า!! การมีใครอยู่ก่อนเป็นเรื่องส่วนตัว ฉันยุ่งกับเธอ ไม่ได้ยุ่งกับเมียเธอซะหน่อย อย่างนี้หรือ?? เรื่องส่วนตัวมีกันทุกคน แต่ถ้าจะรักกัน คบกันเรื่องส่วนตัวบางเรื่องของเธอนั้น ต้องไม่ทำให้ฉันเดือดร้อน อยู่ๆก็นอนกินตำแหน่งส่วนเกินในครอบครัวคนอื่นแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

‘รักแท้ไม่มีแน่ๆ แค่เป็นเรื่องที่คนแพ้เอาไว้หลอกตัวเอง’ โดนเป่าหูนานๆเข้าเริ่มเชื่ออย่างที่เขาว่าจริงๆ …จนมาเจอกับสามีภรรยาคู่หนึ่ง

เมื่อเดือนก่อน กลับบ้านคุณสามีที่แม่สอดมาค่ะ ร้านกาแฟไม่ใหญ่โตกลางเมืองร้านหนึ่งคือสถานที่ที่ได้มีโอกาสเจอเพื่อนของสามีซึ่งได้ข่าวมาตลอดว่า ต้องเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกในสมองอยู่หลายครั้ง

‘พี่หมู’ เป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ขาวอวบ แววตาใจดีๆ ใช้ชีวิตเข้าออกร.พ. นับครั้งไม่ถ้วน วันนี้พี่หมูเดินเข้ามาในร้านช้าๆ ค่อยๆก้าว โดยมีสามีชื่อพี่เป๊บซี่ประคองอยู่ไม่ห่าง

“เขาคุยได้ แต่จะช้าหน่อยนะ” พี่เป๊บซี่บอกเราไว้ก่อนล่วงหน้า ผู้ชายอบอุ่นใจดีจับมือภรรยาไม่ปล่อย… มองด้วยสายตาตัวเอง ทำไมรู้สึกว่าทั้งคู่หน้าตาเหมือนกันจัง ทฤษฎีรักแท้มาแล้วค่ะ คนเป็นเนื้อคู่กันต้องหน้าเหมือนกัน แต่พอได้ฟังเรื่องที่พี่ๆเล่า ยิ่งยืนยันว่า คนที่มีรักแท้ ไม่ใช่มีแค่ใบหน้าที่เหมือนกัน

พี่เป๊บซี่เขียน blog เอาไว้ ใน OK Nation เล่าอการป่วยทุกระยะของภรรยา

“คุณนายหมูป่วย…!!!….คุณนายหมูของผมเธอมีอาการป่วยประหลาด มาสักสามสี่เดือนแล้ว อาการเริ่มแรกของเธอ เธอจะปวดเมื่อยตามแขนขาร่างกาย จนต้องนิยมไปให้หมอนวดแผนโบราณนวดอยู่บ่อยๆและผมก็ต้องเป็นหมอนวดสมัครเล่นให้เธอหลายครั้ง อาการเธอเป็นๆหายๆ และอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเป็นบางครั้ง แต่ผมเริ่มสังเกตความผิดปรกติได้อย่างหนึ่งคือ ถ้าร่างกายเธอเคลื่อนไหวอย่าง ‘สัญชาตญาณสั่ง’ มิใช่เกิดจาก ‘สมองสั่ง’ เธอจะทำได้ดีแทบจะเรียกได้ว่าเหมือนคนปรกติปฏิบัติเช่น คราวหนึ่งที่เดินออกกำลังกายด้วยกันซึ่งเธอเดินเสมือนคนไม่มีเรี่ยวแรง แต่พอเธอบอกว่าเธอปวดห้องน้ำ เธอกลับวิ่งจู๊ดเข้าไปในบ้านได้ ทั้งๆที่ปรกติอย่าว่าแต่จะ
วิ่งเลย เดินยังแทบจะย่อง

เธอเริ่มมีอาการความจำเสื่อม ผมจำได้ว่าวันนั้นเราจะขับรถเข้าไปหาดใหญ่กัน เธอถามผมถึงสี่ห้าครั้งในระหว่างขับรถว่า ‘วันนี้วันอะไร’ จนผมดุเธอว่าถามแล้วจดไว้บ้างจะได้จำได้ ไม่ต้องถามใหม่ เธอทำตาแดงๆจนผมตกใจว่าทำไมผมต้องดุเธอด้วย

…อาการความจำเสื่อมมีมากขึ้นทุกวันๆ จนครั้งหนึ่งผมจับได้ว่าเธอไม่ได้กินข้าวเลยทั้งวัน เพราะกับข้าวที่ผมซื้อใส่ไว้ให้ในตู้เย็น ไม่ได้พร่องลงไปเลยสักนิดเดียว ร้านอาหารที่เธอเคยเดินไปกินอยู่บ่อยๆ แม่ค้าก็บอกว่าไม่เห็นหมูออกมากินข้าวเลยในช่วงนี้ ทั้งๆที่ผมโทฯมาถามเธอกี่ครั้งเธอก็บอกว่าเธอกินแล้ว หลังจากเช็คร่างกายอย่างละเอียดทั้งหมด ถึงได้รู้ว่าคุณนายหมูมีเนื้องอกในสมอง ซึ่งไปกดทับต่อมไร้ท่อ ทำให้ต่อมไร้ท่อไม่ผลิตฮอร์โมน
ออกมา รวมถึงฮอร์โมนซึ่งควบคุมน้ำในไตไม่หลั่งด้วย นั่นก็เลยทำให้เธอจะปัสสาวะบ่อยและกินน้ำบ่อย หากเธอไม่ได้กินน้ำเมื่อยามหิว เธออาจจะช็อคได้ ซึ่งคุณหมอก็ทราบและก็ได้ให้ยากันชักคุมไว้แล้ว แต่นั่นยิ่งทำให้เธอทุกข์ทรมานมากขึ้นในช่วงผ่าตัด เพราะเธอหิวน้ำแล้วไม่สามารถกินได้ แม้จะอธิบายให้เธอฟังว่าเธอต้องอดทน เพราะการผ่าตัดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากว่ากินน้ำเข้าไปก่อนผ่า ซึ่งพออธิบายทีก็เข้าใจที แต่พอพ้นไปสักนาทีเธอก็จะลืมไปตามสภาวะของสมองหน่วยความจำที่ไปถูกเนื้องอกเบียดเบียน เธอจะอ้อนวอนยกมือไหว้ ใครก็ได้ที่อยู่ใกล้ๆให้ช่วยเอาน้ำให้เธอกินที ผมกลั้นน้ำตาไว้แทบไม่ได้ แต่ก็ต้องพยายามไม่ให้เธอเห็นว่าผมจะร้องไห้
เดี๋ยวจะขาดกำลังใจ เพราะผมรู้ว่ากำลังใจอย่างดีที่สุดที่เธอจะสู้กับอะไรก็ได้อยู่ที่ผม ฉะนั้นเมื่อส่งเธอเข้าไปในห้องผ่าตัดได้ ผมก็ปล่อยโฮออกมาอย่างที่ไม่ต้องอายใครกันอีกแล้ว”

หลังผ่าตัด คุณหมอบอกให้รู้ว่า เนื้องอกที่มีนั้นเป็นเนื้อร้าย และลุกลามไปอย่างรวดเร็ว โชคดีอย่างเดียวคือน่าจะเป็นเนื้อร้ายชั้นดี ที่ง่ายต่อการทำลายด้วยการฉายแสง มันจะหยุดการลุกลาม ก็เข้าไปรักษาด้วยการฉายแสงอยู่ 50 กว่าวัน อาการหลังจากนั้น ก็เหมือนจะดีขึ้น “ลองจับที่หัวพี่สิ มีวาล์วเปิดปิดน้ำอยู่ในนี้ด้วย”

พี่หมูพูดช้าๆทีละคำ พร้อมเสยผมและจับมือเราไปลูบผิวนูนๆที่อยู่บริเวณขมับของเธอเนื้องอกออกไปจากสมองแล้วค่ะ แต่การคีโมได้พาโรคใหม่มาแทน โรคน้ำคั่งในโพรงสมอง การฉายแสงจะทำให้ช่องทางถ่ายเทน้ำต่างๆอุดตัน น้ำไปไหนไม่ได้ก็จะคั่งอยู่ในโพรงสมอง อาการที่เกิดขึ้นจะทำให้คนไข้เพลียง่ายขึ้น เนื่องจากน้ำไปกดดันทำให้ความดันในสมองสูงขึ้น หากปล่อยไว้นาน ก็จะทำให้เดินไม่ได้กลั้นปัสสาวะไม่ได้ สมองเสื่อม จำอะไรไม่ได้ และท้ายที่สุดก็จะอันตรายถึงชีวิต วิธีรักษาคือ ต้องผ่าตัดอีกครั้ง เสร็จแล้วก็ใส่ท่อและวาล์วไว้ เผื่อว่าต่อไปมีน้ำออกมามาก วาล์วก็จะปรับความดันแล้วถ่ายเทน้ำไปลงท่อ ซึ่งต่อลงไปถึงกระเพาะ น้ำจะได้ไม่คั่งในโพรงสมองอีกต่อไป

พี่หมูนั่งฟังเรื่องที่สามีเล่าไปกับเราด้วยเหมือนเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่ได้ยินมาก่อน และไม่รู้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะอยู่ในหน่วยความจำของสมองของพี่หมูนานแค่ไหน ฟังเสร็จก็ก้มไปหอมแก้มสามี

“โชคดีที่มีพี่เป๊บซี่นะ ก่อนเข้าห้องผ่าตัด ก็จับมือพี่เป๊บซี่ ถูกวางยาสลบไปเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่พอลืมตาตื่นขึ้นมาก็ยังจับมือพี่เป๊บซี่อยู่เลย” หัวใจของพี่คงยิ้มกว้างไม่ต่างจากหัวใจพวกเราที่นั่งฟังเรื่องของพี่กันตาปริบๆ

“น่ารักไหมล่ะ” พี่เป๊บซี่ถามภรรยา

“น่ารักสิ” พี่หมูตอบ

“น่ารักแล้วทำไมบอกให้ทำอะไรชอบเถียงล่ะ”

คุณสามีเริ่มทำเสียงเข้มพี่หมูนิ่งคิดแป๊บนึงแล้วสวนกลับว่า “ก็นิสัยส่วนตัวไง” นี่ล่ะค่ะ ผู้หญิง โรคภัยทำร้ายฮอร์โมนสตรีเพศไม่ได้จริงๆ เห็นเป็นคุณสามีที่ดูแลภรรยาทุกวินาทีขนาดนี้ พี่เป๊บซี่ก็ไม่ได้แข็งแรงกว่าใครๆ เพราะตัวเองเพิ่งเข้าไปผ่าตัดทำบอลลูนหัวใจถึง 3 เส้น

“สนุกล่ะทีนี้ ภรรยามีวาล์ว สามีมีบอลลูน” พี่เป๊บซี่พูดไปขำไป ยิ่งเห็นยิ่งมั่นใจค่ะ คนเราสุขหรือทุกข์ไม่ได้อยู่ที่เรามีอะไร แต่อยู่ที่เรารู้สึกยังไงกับสิ่งที่เรามีไม่ว่าวันนี้ เรื่องราวต่างๆในแต่ละวัน จะเก็บเป็นภาพในความทรงจำของพี่หมูได้ไม่นานนัก

แต่สิ่งหนึ่งที่โรคภัยทำอะไรไม่ได้ คือความรู้สึกอบอุ่นที่เธอจำได้เสมอว่า มีผู้ชายคนหนึ่งไม่เคยหายไปไหน สัมผัสสุดท้ายก่อนเข้ารับการรักษาในห้องผ่าตัด คือสัมผัสอุ่นๆจากมือของสามีเมื่อหลับตาไปไม่มีใครรู้ว่าจะได้ลืมตาขึ้นมาอีกไหม แต่ถ้าเธอลืมตาขึ้นมาเมื่อไหร่สัมผัสแรกที่รู้สึกได้ คือมืออุ่นๆมือเดิมที่ไม่เคยปล่อยให้เธอต่อสู้อยู่คนเดียวพี่เป๊บซี่เคยเล่าเอาไว้ใน blog ว่า

“วันหนึ่งคุณนายหมูกอดผมแล้วถามว่า ถ้าเนื้องอกในสมองทำให้เธอตาบอดแล้วแถมหูหนวกด้วย จะทำยังไง ผมบอกเธอไปว่า ก็ไม่ทำยังไง จะตาบอดหรือหูหนวก ผมก็ยังรักเธอและจะดูแลเธอตลอดไป เชื่อสิ เดี๋ยวก็หายกลับมาเป็นเหมือนเดิมแน่ๆ แต่ก่อนเป็นหนักมากกว่านี้อีก ถึงขั้นจำสามีไม่ได้เชียวนะ นี่ดีขึ้นมากกว่าเก่าเยอะแล้ว เธอเป็นคนดีเป็นคนใจบุญ เทวดาย่อมจะต้องคุ้มครองเธอแน่นอน เธอตอบผมกลับมาว่า เทวดาก็ส่งพี่มาให้หมูเหมือนกัน” แค่นี้น้ำตาผู้ชายก็ไหลแล้ว

รักแท้ มีค่ะ ช่วยบอกต่อๆกันไป ในโลกใกล้แตกใบนี้ไม่ได้มีแต่ รักเธอแล้วกอดคนอื่น ไม่ได้มีแต่รักใครแต่แอบนอกใจตลอด มันยังมีความรักที่อยากเห็นคนที่เรารักมีความสุขรักที่อยากจะให้ ไม่ใช่แค่อยากจะได้ รักเธอและยืนยันเสมอว่า เธอจะไม่มีวันเสียใจเพราะฉัน ..มันยังมีอยู่จริงๆ


เรื่อง: ดีเจนภาพร คอลัมน์ หัวใจคุยกัน