กอดทำให้รอด

ดิฉัน / STORY / กอดทำให้รอด

shutterstock_601782638-1

วันนี้พาตัวเองในชุดสีขาว ลากกระโปรงยาวๆ ขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง มาปรากฎร่างอยู่ในงานแจกรางวัลผู้หญิงคิดบวก การเดินทางในช่วงเวลาด่วนๆ มาร่วมงานแล้วต้องกลับไปให้ทันจัดรายการอีก ถ้าโลกนี้ไม่มีพี่ๆมอเตอร์ไซค์วิน ไม่มีทางที่ภาพนี้จะเกิดขึ้นได้จริง แม้จะเหนื่อยจนทุกรูขุมขนเปิด แต่ดีใจเหลือเกินที่มีโอกาสได้มา

ปีนี้ 1 ในผู้หญิงคิดบวกที่ได้รับรางวัลแต่งชุดพยาบาลสีขาว หน้าตาสดใสไม่ค่อยแปลกใจที่เธอเป็นเจ้าของรางวัลไม่ได้รู้จักพี่เป็นการส่วนตัว จนกระทั่งขึ้นไปพูดคุยในเวทีเสวนาเดียวกัน ถึงได้รู้ว่าเคยอ่านเรื่องของพี่สั้นๆในหนังสือพิมพ์และแอบคิดอยู่ในใจว่า อยากเจอตัวจริงสักครั้ง และไม่คิดว่าวันนี้จะได้เจอ

พี่แอ้ พรวรินทร์ นุตราวงศ์ พยาบาลวิชาชีพ 7 ฝ่ายการพยาบาลวิทยาลัยแพทยศาสตร์ กทม. และวชิรพยาบาลสิ่งที่พี่เล่าบนเวที ทำน้องร้องไห้ได้แบบไม่อายใคร

ชีวิตของพยาบาลคนหนึ่ง แต่งงานกับสามี มีลูกที่น่ารักสองคน วันหนึ่งเหมือนโลกแตก เมื่อคุณหมอตรวจพบว่าสามีของพี่แอ้ ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองซึ่งแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และคงมีเวลาบนโลกนี้อีกไม่ถึง 8 เดือน ครอบครัวที่แข็งแรงด้วยรักและกำลังใจที่ส่งให้กันและกันมาตลอด เริ่มโซซัดโซเซ คำถามที่ถามง่ายแต่ตอบยากเหลือเกิน เกิดขึ้นในใจ

‘ทำไมต้องเป็นครอบครัวเรา’

แพทย์และพยาบาลช่วยกันให้กำลังใจและอยากให้สามีพี่แอ้ลองใช้การรักษาด้วยการคีโม ซึ่งต้องฉีดถึง 8 เข็ม หลังจากนั้นน่าจะพอมีหวังกับการเอาชนะโรคร้ายที่เป็นอยู่ ในครอบครัวร่วมกันตัดสินใจว่าลุยเป็นลุย การรักษาจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเร่งด่วน จากเข็มที่ 1 เข็มที่ 2 จนถึงการให้คีโมเข็มที่ 3 น้ำหนักของคนป่วยลดลงไปเกือบ20 กิโลกรัม ผมร่วงทั้งหมด และดูเหมือนการต่อสู้นี้น่าจะจบลงในไม่ช้า เมื่อวันที่พี่แอ้เปิดประตูห้องเข้ามาเยี่ยมสามี และพบว่าคุณสามีกำลังปีนระเบียงเพื่อกระโดดตึกฆ่าตัวตาย

“ทำไมทำแบบนี้ พี่จะทิ้งพวกเราไปได้ยังไง แอ้รักพี่นะ” พี่แอ้กลัวจนตัวสั่นเข้าไปกอดเขาไว้แน่นเหมือนจะยื้อกับความอ่อนแอในหัวใจสามี ที่เกือบคร่าชีวิตเขาไปแล้วก่อนหน้านี้

“ไม่เอา ไม่ต้องรักษาแล้ว กลับบ้านเราพี่ไม่ยอมให้สามีฆ่าตัวตายอย่างโดดเดี่ยวสู้ให้เขาตายในอ้อมกอดคนที่เขารักและรักเขาที่สุดดีกว่า” พี่แอ้ไม่ฟังใครอีก พาสามีกลับบ้าน และตั้งใจทำให้ทุกวันเป็นวันที่ดีที่สุดก่อนการจากไปของสามี

“พี่กอดเขาทุกวัน วันละเป็นสิบๆครั้งเจอกันหน้าห้องน้ำก็กอด ป้อนข้าวให้เสร็จก็กอด บอกรักเขา บอกว่าเขาน่ารักและสำคัญต่อครอบครัวเราแค่ไหน” ทุกอย่างเดินหน้าต่อไป จนฟ้าส่งโจทย์ใหม่เข้ามาในชีวิต

คุณหมอที่ทำการรักษาอยู่ เริ่มนับเวลาถอยหลัง ตอนนี้เขามีเวลาอยู่อีกไม่เกิน 4 เดือนแล้วนะ พี่แอ้พยักหน้ายอมรับกับเวลาที่เหลือน้อยลงทุกที แล้วอยู่ดีๆ เรื่องที่ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นอีก

ลูกชายคนโตสอบเพื่อขอทุนไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในสหรัฐอเมริกาผ่านต้องใช้เวลาในการไปเรียน 11 เดือน หลังจากพยายามสอบอยู่ถึง 3 ปี.. 4 คน พ่อแม่ลูกช่วยกันหาซื้อข้าวของเครื่องใช้เพื่อให้ลูกติดตัวไปอเมริกา พี่แอ้ดีใจมาก จนลืมมองไปว่า หัวใจของพ่อห่อเหี่ยวลงทุกที

วันหนึ่งสามีร้องไห้และพูดขึ้นมาว่า “ฉันเกลียดเธอ เธอก็รู้ว่าฉันกำลังจะตาย เธอยอมให้ลูกไปทำไม เธอก็รู้ว่า ถ้าลูกไปหนนี้ ฉันก็ไม่ได้เห็นเขาอีกใช่ไหม” ว่าแล้วก็กอดกันร้องไห้ หัวใจคนเป็นแม่คงแย่ที่สุดตอนนี้ พี่แอ้ค่อยๆอธิบาย

“พี่ ความฝันของลูกเรานะ เขาพยายามมา 3 ปีเต็ม วันนี้เขาทำได้แล้ว ให้เขาไปเถอะ พี่ก็ต้องอยู่รอลูกสิ รอรับลูกกลับมานะ พี่รอได้นี่นา”

พอเคลียร์กับพ่อได้ วันรุ่งขึ้น ลูกเข้ามาหาแม่และยืนยันว่าไม่ไปดีกว่า อยากอยู่กับพ่อให้นานที่สุด แม่คงร้องไห้เป็นครั้งที่ล้าน “ไปเถอะลูก หนูเลือกแล้ว ทำให้ดีที่สุด แม่สัญญาว่าจะดูแลพ่อเต็มที่ และจะทำให้หนูได้กลับมาเจอพ่อแน่ๆไม่ต้องห่วง แม่สัญญา”

หลังจากลูกเดินทาง พ่อที่ป่วยกายอยู่แล้วยิ่งป่วยใจ เงียบ ซึมเศร้า กอดจากภรรยายังเป็นสิ่งที่ตัวเองได้รับไม่ได้ขาดแต่นั่นไม่สามารถทำให้หัวใจกลับมาสดชื่นได้เหมือนเดิม เพราะไม่ได้ยินเสียงลูก ผ่านไป 3 วัน ลูกโทฯมาหาแม่

“แย่จังแม่ อากาศหนาวมาก หนูไม่ไหวแล้ว ฝรั่งพูดอะไรกันก็ไม่รู้ ฟังไม่ออกเลย” แม่ตั้งสติและส่งกำลังใจให้ลูกสุดพลัง “ลูกเลือกแล้วนะ ใครๆก็ลำบากเหมือนเราแหละ ในช่วงแรกๆ หนูไปซื้อเสื้อกันหนาวเพิ่มนะลูก เดี๋ยวแม่โอนเงินให้ ที่สำคัญอย่าลืมโทฯหาพ่อนะ”

พอได้คุยกับพ่อ สิ่งที่พ่อได้ยินจะต่างสุดขั้วกับตอนที่ลูกบอกแม่ “พ่อเหรอ ที่นี่สนุกมาก อากาศดีมากเลย นึกว่าจะฟังฝรั่งพูดไม่ออก พอมาจริงๆ ก็ไม่ยากอย่างที่คิดนะพ่อ มันเจ๋งมากเลยพ่อรอนะ เดี๋ยวเราเจอกัน 11 เดือนแป๊บเดียว”

พ่อยิ้มแก้มปริแบบที่แม่ไม่ได้เห็นรอยยิ้มนี้มานานมาก ผ่านไป 5 วัน ลูกโทฯมาอีก “แม่ วันนี้เรียนประวัติศาสตร์อเมริกาอะไรก็ไม่รู้ เรียนไม่รู้เรื่อง มันยากเหลือเกินแม่”

“ไม่เป็นไรลูก เอางี้ เดี๋ยวแม่หาหนังสือไทยที่เกี่ยวกับประวัติอเมริกา ลูกเอาไปอ่านก่อน แล้วค่อยไปอ่านภาษาอังกฤษนะ” แล้วแม่ก็จัดส่งหนังสือไทยข้ามฟ้ามาให้ลูก

“พ่อ วันนี้หนูเรียนประวัติศาสตร์อเมริกานึกว่าจะยาก มันง่ายมากเลยเนอะ ดีจังอีกไม่นานจะได้กลับไปหาพ่อแล้ว พ่อรอหนูนะ ดูแลตัวเองดีๆ รอหนูนะพ่อ”

ลูกก็ช่างน่ารัก มาทุกข์กับแม่ แล้วไปสุขกับพ่อ จากวันนั้นถึงวันนี้ เกือบ 8 ปีแล้วค่ะ สามีของพี่แอ้ยังมีชีวิตอยู่ ยาใดในโลกสู้ยาใจไม่ได้จริงๆ ทุกวันนี้อาการของสามีพี่แอ้ดีขึ้นมาก และสิ่งที่ไม่เคยหายไปจากครอบครัวคือกอดและการบอกรักบอกกันและกันว่า ต่างมีความสำคัญต่อชีวิตคนในครอบครัวแค่ไหน

จากยาขนานเอกที่ค้นพบได้ในครอบครัว พี่แอ้ใช้ยานี้เยียวยาจิตใจผู้ป่วยที่พี่แอ้ต้องดูแลในโรงพยาบาล อย่างคุณตาคุณยายคู่หนึ่ง ซึ่งไม่มีลูกหลาน คุณตาป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย คุณหมอบอกได้แค่ว่า ไม่น่าจะเกินเดือนนี้ เลยอยากให้คุณยายพาคุณตากลับไปพักผ่อนที่บ้าน รักษาตามอาการน่าจะดีที่สุด ยายไม่ยอม เพราะรู้สึกว่า การกลับไปอยู่บ้าน คือการยอมรับว่าตาต้องจากไปในเร็วๆนี้แล้วจริงๆ

พี่แอ้ทั้งปลอบ ทั้งคุย และยืนยันว่าจะช่วยคุยกับหมอให้ ก่อนลากันไป พี่แอ้กอดคุณยายไว้แน่นๆ ยายน้ำตาไหลและถามว่า ยายจะเจอหนูอีกไหม… ยายอยากให้หนูกอดยายอีก พี่แอ้ยิ้มแล้วเริ่มชวน พรุ่งนี้เช้า เรามากอดตากันดีกว่านะยาย ดีไหม? ยายร้องกรี๊ด!!!

“จะบ้าเหรอหนู ไม่เอ๊า อยู่กันมาจนแก่ป่านนี้แล้ว ยายไม่ทำอะไรอย่างนี้หร็อก” “ลองดูน่ะยาย หนูกอดยายยังชอบเลย แล้วตาจะไม่ชอบเหรอ”

รุ่งขึ้นนัดยายให้มาเจอตอน 6 โมง ยายมาตั้งแต่ตี 5 สิ่งแรกที่พี่แอ้ทำคือกอดยาย และรู้เลยว่ายายเตรียมเพื่อการกอดมาอย่างดี กลิ่นแป้งมองเล่ยะตลบอบอวลไปเถอะ เราจะไปกอดตากัน

ตาตื่นแต่เช้า กึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนเตียง… กันยายเขิน พี่แอ้รูดม่านปิดไว้ให้ยายเริ่มเดินเข้าไปหา แล้วกอดตาไว้แน่น “กูรักมึงมากๆนะ รู้เปล่า หายไวๆนะ จะได้กลับไปอยู่บ้านด้วยกัน”

ตาขัดขืนในช่วงแรก ตาแทบถลนตกใจ หรือหายใจไม่ออกสุดจะเดา แต่พักเดียว ตาก็ร้องไห้แล้วกอดยายตอบ “กูก็ห่วงมึงมากรู้ไหม ถ้ากูตายไป มึงจะอยู่ยังไง กูก็รักมึงมากนะรู้เปล่า” 2 ตายายกอดกันร้องไห้ จนพี่แอ้ต้องหนีมาเช็ดน้ำตาข้างนอกหลังจากวันนั้น ยายก็ขอพาตากลับไปกอดที่บ้าน ตั้งแต่สามีดีขึ้น พี่แอ้ตั้งใจว่า รายได้ที่ได้มา จะหัก 10% เก็บไว้ที่ใต้ฐานพระ สะสม เป็นเงินเพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากจน วันนั้นพี่แอ้ซื้อเตียง และถังออกซิเจนฝากให้ยายเอากลับไปใช้ที่บ้าน

ผ่านไป 8 เดือน คุณยายโทฯมาอีกที เพื่อบอกว่าคุณตาเสียแล้วนะ ระยะเวลามันนานกว่าที่หมอบอกไว้ตั้งเยอะ ยายเล่าอย่างสดชื่น ที่ไม่ได้ส่งข่าวเพราะยายสวดให้ตาแค่วันเดียว แล้วก็เผา แต่ไม่ต้องห่วงยายอยู่ได้นะ วันที่ตาไป ยายยังกอดตาอยู่เลย (เสียงยายดีใจ) ยายบอกให้ตาไปรอก่อน เดี๋ยวยายค่อยตามไป

ฟังไปน้ำตาไหลบนเวทีแบบไม่อายกันเลยค่ะ กอดทำให้หลายคนรอดชีวิต กอดไม่ใช่แค่การแสดงความรัก แต่กอดคือเครื่องช่วยหายใจ ที่ทำให้คนอยากอยู่ต่อไป เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับคนที่เรารัก ขอบคุณพี่แอ้ที่สุด เรื่องของพี่ น้องจะเอามาเล่าต่อให้หลายๆคนรู้ว่า กอดคือยาสามัญประจำครอบครัวที่เราต้องให้แก่กันทุกวัน

บางทีคนป่วยอาจจะโชคดีกว่าเราอยู่นิดนึงตรงที่ เขารู้ว่าระยะเวลาของเขาเหลือไม่มาก ควรใช้เวลาตรงนี้ทำอะไรและกับใคร คนที่ไม่ป่วยต่างหากที่ใช้เวลากับความทุกข์เรี่ยราด จนทำให้เราพลาดหลายโอกาสในชีวิตที่จะมีความสุขกอดกันให้แน่นๆ

กอดกันให้เหมือนกับว่า ถ้าพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วไม่เจอกัน เราจะไม่เสียดายกับกอดนั้นแม้แต่นิดเดียว


เรื่อง: ดีเจนภาพร คอลัมน์ หัวใจคุยกัน