ร้อนนี้ระวัง ‘โอษฐกรรม’

ดิฉัน / STORY / ร้อนนี้ระวัง ‘โอษฐกรรม’

shutterstock_508978342-1

คนเราจะสุขภาพดีหรือไม่ก็เพราะ ‘ความคิดตัวเอง’ เป็นหลักยังมีคนจำนวนมากที่รู้สึกว่าของแสนจะธรรมดาเช่นอาหารข้างทาง ของสดในตลาดหรือแกงถุงพลาสติกที่ขายกันดาษดื่นนี้มีคุณภาพดีสู้ของที่ถูกตีตราขึ้นห้างหรือมีชื่อว่าเป็นเนื้อหมูเนื้อไก่จากฟาร์มที่โหมโฆษณาไม่ได้ ทั้งที่พอถึงเวลารับประทานนอกบ้านก็ไม่มีทางรู้ว่าที่มาของวัตถุดิบนั้นมาจากไหน

รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขของออสเตรเลียที่เผยว่ามีเชื้อโรคที่ทำให้อาหารเป็นพิษหลักๆที่พบได้อยู่ถึง 4 ชนิดด้วยกัน ซึ่งผมเห็นว่าพบได้ในบ้านเราด้วย จึงขอนำมาฝากไว้พร้อมตัวอย่างอาหารที่ควรระวังกัน ไม่เฉพาะแค่หน้าร้อนแต่ในทุกฤดูเลยครับ

4 เชื้อโรคที่ทำให้อาหารเป็นพิษ

1. สแตฟฟัยโลค็อกคัส : เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนลงมาในอาหารได้จากตัวของผู้ปรุงเพราะเชื้อนี้อยู่ตามมือ ผิวหนังส่วนอื่น บาดแผล จมูก น้ำมูก น้ำลาย ในคอ ฯลฯ อย่างเช่นในเสมหะที่ออกจากคอ คนก็มีเชื้อตัวนี้ได้แล้ว ขอให้ท่านลองนึกดูว่าแค่ไอหรือจามเบาๆในขณะทำอาหารแล้วไม่ได้ใส่หน้ากากก็จะได้เชื้อชนิดนี้พร่างพรมลงบนจานอร่อยก่อนที่จะปล่อยออกมาเสิร์ฟบนโต๊ะ ซึ่งเชื้อนี้ปล่อย ‘ท็อกซิน (Staph Enterotoxins)’ หรือพิษไม่ธรรมดาที่ดื้อต่อความร้อนแม้จะปรุงสุกแล้วก็ตาม (ตัวมันตายแต่พิษยังอยู่) ดังนั้นความสะอาดของคนปรุงและเตรียมอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญ—มันป้องกันได้นะครับ

2. ซัลโมเนลล่า : ได้เล่าเอาไว้ทุกหน้าร้อนว่าเชื้อนี้น่าห่วงในบ้านเรา แต่ก็ใช่ว่าซัลโมเนลล่าทุกชนิดจะทำพิษได้ ซึ่งชนิดของอาหารที่เสี่ยงได้ซัลโมเนลล่าทำพิษก็คืออาหารสดที่เก็บไว้ไม่ดีในตู้เย็นหรือเย็นไม่พอ เนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อไก่ เป็ด ซีฟู้ดส์ที่แหล่งที่มาไม่สะอาดนักก็มักมีซัลโมเนลล่าแถมมามากมายรวมถึงไข่ไก่ที่เปลือกไม่สะอาดด้วยครับ โดยผู้ที่ตกเป็นเหยื่อซัลโมเนลล่าแล้วน่าห่วงมากๆก็คือเด็กเล็ก ผู้สูงวัย คนไข้ที่มีโรคประจำตัวอย่าง มะเร็ง หัวใจ ไตและตับ ต้องคอยระวังอาหารกลุ่มที่ว่าไว้ครับ

3. คลอสตริเดียม : เชื้อตัวนี้ ‘ติดดิน’ ครับ คือที่จริงอยู่ในดินเลยทีเดียว มีกลุ่มที่เรารู้จักดีคือ ‘บาดทะยัก’ แต่ไม่ได้ติดผ่านอาหาร โดยเชื้อคลอสตริเดียมที่ติดผ่านอาหารนั้นเป็นอีกชนิดหนึ่งซึ่งแน่นอนครับว่าต้อง ‘ปนเปื้อน’ เพราะเชื้อนี้มาจากมูลของสัตว์ต่างๆที่ถ่ายลงบนพื้นดินได้ นอกจากนั้นการเก็บ ‘แช่เย็น’ ในตู้ที่อุณหภูมิไม่เย็นพอหรือไม่มีเทอร์โมมิเตอร์คอยวัดอยู่ก็มีสิทธิ์ได้พบปะกับคลอสตริเดียมนี้ครับ โดยชนิดของคลอสตริเดียมที่ปนเปื้อนในอาหารแล้วน่ากลัวสุดคือชนิดที่สร้างพิษ ‘โบทูลินุ่ม’ แบบที่ไปฉีดหน้าตึง แต่ถ้ากินเข้าไปมากก็จะเป็นอัมพาตถึงขั้นหายใจล้มเหลวได้ครับ

4. แคมไพโลแบคเตอร์ : มาได้กับทั้งน้ำและอาหารครับ เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ในสัตว์หลายประเภทที่ใกล้ตัวมนุษย์อย่างสุนัข แมว วัว ควาย เป็ดและไก่ โดยถ้าจากอาหารก็มาจากการปนเปื้อนที่เขียงของสดเวลาที่สับเนื้อสัตว์ปรุงเป็นอาหาร ถ้ามีมีดหรือจานที่ไปสัมผัสเข้าก็อาจได้เชื้อมานอกจากนั้นการสัมผัสกับสัตว์ป่วยเช่นลูกสุนัขหรือแมวที่ถ่ายเหลวก็มีส่วนให้เกิดได้โดยอาการพิษจากเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์จะอยู่ได้ตั้งแต่ 2-5 วัน ทำให้มีอาการปวดท้อง คลื่นไส้และถ่ายเหลวได้

ทั้ง 4 เชื้อที่เล่ามาไม่ต้องตกใจเพราะล้วนแล้วแต่ ‘รักษาได้’ เพียงแต่ในหน้าร้อนนี้มีสิ่งที่อยากฝากไว้คือต้องระวังให้มากขึ้นครับ จากการที่เชื้อที่ว่าจะแบ่งตัวได้เร็วแบบทวีคูณด้วย 3 ปัจจัยคืออุณหภูมิที่ร้อนพอ (37-38 องศาเซลเซียส) ชื้นพอและแหล่งของอาหาร ซึ่งเทคนิคในการป้องกันคือ ขอให้ดูแลกันตั้งแต่การเตรียมของสดปรุงอาหารและการรับประทานครับ สำหรับบางครั้งบางคราวที่อยากกินของโปรดให้ชื่นใจก็ให้รางวัลตัวเองได้ ว่าแล้วก็ขอไปจัดการขาหมูที่ซื้อใส่ถุงกลับมากินต่อก่อนนะครับ

It’s so wrong but feels so right!


เรื่อง: น.พ.กฤษดา ศิรามพุช  คอลัมน์ รู้ไว้ใช่ว่า นิตยสารดิฉัน