เล่าเรื่องด้วยภาพ “พระมหากษัตริย์ผู้ครองใจชาวสยาม”

ดิฉัน / STORY / เล่าเรื่องด้วยภาพ “พระมหากษัตริย์ผู้ครองใจชาวสยาม”

DC_835-64

ทรงเป็นยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกหนแห่งของประเทศ จึงทรงทราบถึง ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นด้วยพระองค์เอง เฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาเรื่องแหล่งต้นน้ำลำธาร ที่ส่งผล กระทบอย่างรุนแรงต่อทรัพยากรป่า น้ำ ดิน และความเป็นอยู่ของราษฎรส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกร ทรงห่วงใยในปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น และทรงตระหนักถึงการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ทรงถือ เป็นพระราชภาระที่ทรงเริ่มก่อน…ก่อนที่ประชาชนในแผ่นดินจะรู้ถึงภัยจากความผันแปรของธรรมชาติ!!!

 

DC_835-65

 

ทรงพยายามหยุดยั้งปัญหาต่างๆเหล่านั้น ดังมีพระราชปรารภว่า “ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทำงานแข่งกับเวลา แข่งกับทรัพยากรที่กำลังถูกทำลายลงไปทุกวัน จึงพยายามรวบรวมผู้ที่มีความรู้ ความสามารถสาขาต่างๆ มาร่วมมือกันทำงานอาสาชิ้นนี้ให้บรรลุผลให้ได้..” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” จำนวนมากมาย ซึ่งขยายเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ โดยบูรณาการ ทั้งป่า .. น้ำ .. ดิน .. และคน ไปพร้อมๆกัน

DC_835-66

 

“น้ำคือชีวิต”
“…หลักสำคัญว่า ต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้….ไม่มีไฟฟ้า คนอยู่ได้แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทาน ณ สวนจิตรลดา วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2529

 

DC_835-67 copy

 

“…การที่จะมีต้นน้ำลำธารไปชั่วกาลนานนั้น สำคัญอยู่ที่การรักษาป่าและปลูกป่าบริเวณต้นน้ำซึ่งบนยอดเขาและเนินสูงนั้นต้องมีการปลูกป่า โดยปลูกไม้ยืนต้น ปลูกไม้ฟืน ซึ่งไม้ฟืนนั้น ราษฎรสามารถตัดไปใช้ได้ แต่ต้องมีการปลูกทดแทนเป็นระยะ ส่วนไม้ยืนต้นนั้นจะช่วยให้อากาศมีความชุ่มชื้นเป็นขั้นตอนหนึ่งของระบบการให้ฝนตกแบบธรรมชาติ ทั้งยังช่วยยึดดินบนเขาไม่ให้พังทลายเมื่อเกิดฝนตกอีกด้วย ซึ่งถ้ารักษาสภาพป่าไม้ไว้ให้ดีแล้ว ท้องถิ่นก็จะมีน้ำไว้ใช้ชั่วกาลนาน …” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานเมื่อเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2520

 

DC_835-68 copy

 

เครื่องมือหนึ่งที่ทรงใช้ในการบริหารจัดการน้ำ ที่จะยังประโยชน์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ที่ได้ผลดีที่สุด ก็คือฝายกั้นน้ำ หรือ ‘ฝายชะลอความชุ่มชื้น’ ได้พระราชทานพระราชดำรัสว่า “…ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคาถูกและหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบหินทิ้งคลุมด้วยตาข่ายปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่กักเก็บไว้จะซึมเข้าไปในดิน ทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้าง ต่อไปจะสามารถปลูกพันธุ์ไม้ป้องกันไฟ พันธุ์ไม้โตเร็วและพันธุ์ไม้ไม่ทิ้งใบ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำลำธารให้มีสภาพเขียวชอุ่มขึ้นเป็นลำดับ…”
“…สำหรับต้นน้ำ ไม้ที่ขึ้นอยู่ในบริเวณสองข้างลำห้วย จำเป็นต้องรักษาไว้ให้ดี เพราะจะช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นไว้ ส่วนตามร่องน้ำและบริเวณที่น้ำซับก็ควรสร้างฝายขนาดเล็กกั้นน้ำไว้ในลักษณะฝายชุ่มชื้น แม้จะมีจำนวนน้อยก็ตาม สำหรับแหล่งน้ำที่มี ปริมาณน้ำมาก จึงสร้างฝายเพื่อผันน้ำลงมาใช้ในพื้นที่เพาะปลูก……” พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2521 ณ อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

น้ำจำนวนไม่มากนัก .. แต่ทรงใช้ประโยชน์ได้ทุกหยาดหยด ..หล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ให้เติบใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขา สร้างร่มเงาคลุมพื้นดิน และผืนป่า ..ประดุจดั่งพระบารมีที่แผ่ปกไพศาล เป็นฉัตรแก้วกั้นเกล้า ได้ทำให้ทุกข์ยากของประชาชน ที่ได้ทรงขจัดปัดเป่ามาโดยตลอด ตั้งแต่ทรงครองราชย์ตราบจนปัจจุบัน ปรากฏเป็นความพอมีพอกิน ความสงบร่มเย็น ตราบนานเท่านาน ..

 

DC_835-69 copy

 

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงห่วงใยในปัญหาการเกิดน้ำท่วมพื้นที่ต่างๆเป็นอย่างยิ่ง เช่น เมื่อปี พ.ศ. 2528 เกิดน้ำท่วมขัง อย่างหนักในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทาน แนวพระราชดำริ ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร ไว้ 5 แนวทาง

คือสร้างคันกั้นน้ำโดยปรับปรุงแนวถนนเดิมเพื่อกั้นน้ำที่มีระดับสูงกว่าตลิ่ง ไม่ให้ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ จัดให้มีพื้นที่สีเขียว (Green Belt) ตามพระราชดำริ เพื่อกันการขยายตัวของเมืองและเพื่อแปรสภาพให้เป็นทางระบายน้ำ เมื่อมีน้ำหลาก ดำเนินการขุดลอกคลองขยายคลองที่มีอยู่เดิม และขุดใหม่นอกแนวคันกั้นน้ำเพื่อผันน้ำที่จะล้นตลิ่ง ให้ไหลไปตามทางผันน้ำที่ขุด ขึ้นใหม่ไปลงนำน้ำสายอื่นหรือระบายลงสู่ทะเลปรับปรุงลำน้ำขยายช่องทางรับน้ำที่ผ่านทางรถไฟและทางหลวงเพื่อช่วยให้น้ำสามารถไหลหลากได้สะดวกสร้างสถานที่เก็บน้ำตามจุดต่างๆ เพื่อรองรับน้ำไหลหลากจำนวนมากไว้แล้วค่อยระบายออกคลองระบายน้ำซึ่งเป็นที่มาของ ‘โครงการแก้มลิง’ ซึ่งได้ทรงอธิบายเพิ่มเติมว่า “ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกแล้วเอาเข้าปากเคี้ยวแล้วเอาเก็บที่แก้ม ลิงจะเอากล้วยเข้าไปไว้ที่กระพุ้งแก้มได้เกือบ ทั้งหวีโดยเอาไปไว้ที่แก้มก่อนแล้วจึงนำมาเคี้ยวบริโภคและกลืนกินเข้าไปภายหลัง”

 

DC_835-70 copy

 

แม่น้ำเจ้าพระยาไหลอ้อมตำบลบางกระเจ้า มีลักษณะเป็นคุ้งน้ำใหญ่ มีคลองเล็กๆที่ตื้นเขินชื่อคลองลัดโพธิ์อยู่ตรงบริเวณที่แคบที่สุด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระปรีชาสามารถอย่างยิ่ง พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานขุดขยายคลองลัดโพธิ์ สร้างประตูบังคับน้ำ ในยามน้ำทะเลหนุนก็จะปิดประตูน้ำ ทำให้น้ำในแม่น้ำต้องเดินทาง 16-17 กิโลเมตร กว่าจะมาถึงปากคลองนี้ แต่เมื่อถึงเวลาน้ำลง ก็ให้เปิดประตูระบายน้ำ น้ำก็จะหลากลงสู่ปากแม่น้ำ โดยมีระยะทางเพียง 600-700 เมตรเท่านั้น

ในเหตุการณ์มหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 ได้พระราชทานแนวพระราชดำริ ให้ใช้เรือของกองทัพเรือ เดินเครื่องเร่งผลักดันมวลน้ำ ให้ไหลลงสู่ทะเลให้เร็วขึ้น แทนการระบายน้ำโดยอาศัยแรงโน้มถ่วงโลก

มีพระราชดำรัสในเรื่องนี้ว่า “..เป็นโครงการที่เห็นได้ชัดว่าทำได้ให้ลงทะเลโดยเร็วเพราะว่าตรงที่ผ่านลัดโพธิ์ระยะเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ส่วนทางที่จะไปทางยาวนั้นก็ส่งผ่านหลายกิโลเมตร … 16-17 กิโลเมตร หลายปีมาแล้วที่มีการทำโครงการนี้ก็เพิ่งได้ผลขึ้นมา น้ำมันลดลงไปจริงๆ ถ้าพัฒนาวิธีการนี้เพิ่มขึ้นให้ลงทะเลแล้วชาวบ้านก็รู้แล้วชาวบ้านได้เห็นประสิทธิภาพของคลองลัดโพธิ์อย่างมหัศจรรย์จริงๆเห็นได้ชัดเพราะว่าหลังจากข้างบนนี้มองลงไปเห็นว่าตอนเช้าน้ำขึ้นน้ำเต็มแม่น้ำ แต่เวลาปล่อยที่คลองลัดโพธิ์มันลดลงไปเวลาฝนหยุดน้ำก็ลด อันนี้ก็มีอยู่ต่อหน้าต่อตา..”

พระราชดำรัสแก่นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ และข้าราชการกรมชลประทาน ในโอกาสกราบบังคมทูลรายงานผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

 

DC_835-7

 

กว่า 70 ปีที่ทรงดำรงฐานะเป็นพระประมุขของชาติ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานกว่ามหาราชาองค์ใดในโลกและบูรพกษัตริย์องค์ใดในแดนสยาม และตลอดระยะเวลาอันยาวนานนั้น ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา ความสามารถ และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการในทุกๆด้าน เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยทรงหวังให้มหาชนชาวสยามถึงพร้อมด้วยประโยชน์สุข ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้ในครั้งสมัยเมื่อเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ดังพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 ที่ว่า

“จะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม”

 


เรียบเรียง: อักษราพิภัค

ที่มา:  นภันต์ เสวิกุล นิตยสารดิฉัน ฉบับ 835 ประจำวันที่ 15 ธันวาคม 2554