ตามรอยเสด็จพระราชดำเนิน

ดิฉัน / STORY / ตามรอยเสด็จพระราชดำเนิน

004

แม้วัยจะล่วงเข้าปีที่ 76 แล้ว แต่คุณธรรมนูญยังจดจำทุกรายละเอียดในการตามเสด็จฯได้อย่างแม่นยำ การได้พูดคุยกับคุณธรรมนูญจึงเหมือนกับได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต ได้เห็นภาพเมืองไทยในครั้งกระโน้น ทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ผ่านทางคำบอกเล่าและภาพถ่ายมากมายจากฝีมือของคุณธรรมนูญ

ที่สำคัญ ได้เห็นภาพการทรงงานหนักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมุ่งมั่นพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น จนนำมาซึ่งโครงการในพระราชดำริมากมายเช่นที่เห็นกันในทุกวันนี้

002

คุณธรรมนูญได้งานเป็นช่างภาพที่กรมประชาสัมพันธ์ ทั้งๆที่ไม่มีความรู้ด้านนี้มาก่อนเลย อาศัยว่าชอบถ่ายรูปเท่านั้น
“เขาก็ให้ผมเข้าไปอบรมที่กรมประชาสัมพันธ์ปี 2499 อบรมเสร็จเขาก็ออกหนังสือรับรองว่ามีความรู้ในการถ่ายภาพได้ ได้เงินเดือน 450 บาท
…ปี 2500 ผมได้เข้าทำเนียบมาถ่ายภาพจอมพลป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้มาประจำทำเนียบกับรุ่นพี่ จอมพลป.มีภารกิจอะไรเราต้องคอยถ่ายรูป เพราะส่วนใหญ่รุ่นพี่จะนั่งพัก เฮ้ย นูญไปถ่าย ใครใช้อะไรผมก็ไปหมด
…จนกระทั่งจอมพลป.ให้มีไฮด์ปาร์ค ก็มีการไฮด์ปาร์คด่ากันว่าอีสานแล้ง จอมพลป.ก็ให้จอมพลผิน ชุณหะวัณ ซึ่งเป็นรองนายกฯไปตรวจอีสานแล้ง หัวหน้าก็ให้ผมไปกับจอมพลผิน ฉายเดี่ยวเลย
…ตอนนั้นต้องนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯไปลงโคราช จากโคราชก็นั่งรถไฟต่อไปแต่ละจังหวัด แล้วก็นั่งรถตรวจการณ์ที่เอาบรรทุกรถไฟไปด้วย”
ระหว่างที่จอมพลผินตรวจราชการอยู่ที่ภาคอีสาน รัฐบาลจอมพลป.ก็ถูกปฏิวัติ
“จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติ จอมพลผินก็บินกลับกรุงเทพฯ พวกเราก็นั่งรถยนต์กลับ
…พอจอมพลสฤษดิ์ปฏิวัติปุ๊บก็มีนโยบายว่าจะเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านผู้หญิงวิจิตราก็ต้องดูแลงานของสมเด็จพระราชินี จอมพลสฤษดิ์สั่งให้กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลให้มีหน้าที่บันทึกภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชินี เพราะท่านจะเริ่มต้นเสด็จฯเยี่ยมราษฎรตั้งแต่ปี 2499 เริ่มที่ภาคอีสานก่อน พอปี 2502 ผมถึงได้ตามเสด็จฯภาคใต้ทั้งหมด


…ตามเสด็จฯแรกๆตื่นเต้น โห..ได้ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่หัว ได้เห็นใกล้ๆ ตอนนั้นการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมากเพราะคอมมิวนิสต์เริ่มเข้ามา เราต้องแต่งเครื่องแบบข้าราชการสีกากี เพราะจะอนุญาตเฉพาะหน่วยราชการอย่างเดียวที่จะเข้าไปถ่ายรูปใกล้ชิดได้ ตอนนั้นก็ไปกับรุ่นพี่ เขาถ่ายหนัง เราก็ถ่ายรูป
…แล้วชาวบ้านทุกคน เขามีของดีอะไรก็แล้วแต่จะเอามาถวายท่าน ท่านก็ทรงรับไว้หมดไม่ถือสา จนกระทั่งทุกวันนี้จะเห็นว่าไม่ว่าท่านจะเสด็จฯที่ไหน คนจะส่งแบงก์ให้กับพระหัตถ์โดยตรงไม่ใส่พาน ท่านก็ทรงรับไว้โดยไม่ถือพระองค์ ท่านทรงปฏิบัติพระองค์อย่างนี้มาตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว
…ก็อย่างที่ทรงมีพระราชดำรัส ท่านทรงมีความสุขที่ได้ใกล้ชิดประชาชน นี่เรื่องจริง เพราะท่านเสด็จฯไปไหนก็แล้วแต่ ถ้าทรงเห็นประชาชนอยู่ไกลตามจุดที่ราชการจัดที่ไว้ให้เข้าเฝ้าฯ คนเฒ่าคนแก่ ผู้หญิง เด็ก จะอยู่ข้างหน้า บางทีท่านก็บุกไปหาเลย ไปถาม บางคนก็ฟ้องพระเจ้าอยู่หัวเลย ท่านก็ทรงรับฟัง แล้วท่านไม่ทิ้งนะ ทรงให้ราชเลขาฯจดไว้หมด
…ผมเคยตามเสด็จฯไป พอมีราษฎรถวายของ ท่านก็ส่งให้ราชเลขาฯ หรือเจ้าหน้าที่ของวัง พอเสด็จฯถึงที่พักท่านจะถามว่าอ้าว อันนี้ไปไหน อันนั้นไปไหน ถ้าเป็นผลไม้ท่านก็จะพระราชทานมาให้พวกเราได้รับประทาน
…ผมเป็นข้าราชการ เวลาตามเสด็จฯก็จะได้นั่งใกล้ชิดมากกว่านักข่าวหนังสือพิมพ์ อย่างพระเจ้าอยู่หัวประทับในเรือพระที่นั่งลำหน้า ผมจะอยู่ลำที่ 2 หรือไปในขบวนรถ เราจะอยู่ต่อจากรถที่ปิดขบวนพระองค์ท่าน แต่คนอื่นๆจะอยู่ไกลออกไป เพราะเราจะต้องรีบวิ่งไปดักถ่ายรูป เนื่องจากเราต้องบันทึกพระราชกรณียกิจเก็บไว้เป็นประวัติของรัฐบาลยุคนั้น”

003
ไม่เพียงมีหน้าที่คอยบันทึกภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คุณธรรมนูญยังมีหน้าที่บันทึกภาพสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในฉลองพระองค์ชุดไทยด้วย
“ท่านผู้หญิงวิจิตราให้ถ่ายฉลองพระองค์ของพระราชินี ซึ่งตอนนั้นท่านทรงคิดเรื่องชุดไทย ไทยจิตรลดา ไทยจักรี ไทยบรมพิมาน เวลาพระราชินีมีงานพระราชทานเลี้ยงแขกบ้านแขกเมืองจะทรงแต่งชุดไทย ผมก็มีหน้าที่ต้องถ่ายสไลด์
…ผมจะมีกล้อง 2 ตัว กล้องสไลด์จะเอาไว้ถ่ายเฉพาะพระราชินีเวลาท่านประทับสวยๆ เราก็ถ่ายให้เห็นชุดไทย ในขณะเดียวกันจะมีอีกกล้องไว้ถ่ายภาพขาวดำเป็นภาพเหตุการณ์ไว้มาแจกข่าว
…เวลาพระราชทานเลี้ยงในพระที่นั่งจักรี กว่าผมจะออกมาจากงานเลี้ยงก็ห้าทุ่ม สองยาม ตีหนึ่ง ตีสอง ต้องรีบมาล้างฟิล์ม เพราะจะมีหนังสือพิมพ์มารอรับภาพที่กรมฯ เวลาเอาไปลงจะใช้ว่าภาพพระราชทานเป็นส่วนใหญ่ แต่นั่นน่ะคือภาพจากกรมประชาสัมพันธ์ซึ่ง 90% ผมเป็นคนถ่าย
…เมื่อก่อนพระองค์ท่านไม่มีแผนกภาพส่วนพระองค์ ท่านทรงมีช่างภาพคนเดียวคือคุณอาณัติ บุนนาค แล้วทรงใช้เงินส่วนพระองค์ให้คุณอาณัติถ่าย แล้วคุณแก้วขวัญ (วัชโรทัย) จะถ่ายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ส่วนคุณขวัญแก้วจะถ่ายเป็นฟิล์มสี ฟิล์มสไลด์ แต่ไม่ได้ถ่ายมาสำหรับแจกสื่อ
…ตอนนั้นพอว่าง ทั้งสองพระองค์จะเสด็จฯไปเยี่ยมราษฎรที่ต่างจังหวัด พี่อาณัติจะมาบอกผมว่าคุณธรรมนูญช่วยได้มั้ย เพราะพี่อาณัติคนเดียวทำไม่ไหว ผมก็มาบอกหัวหน้ากอง
…หัวหน้าบอกว่าต่อไปนี้คุณธรรมนูญต้องตามเสด็จฯ ทั้งงานสังคมที่พระองค์ท่านเสด็จฯไปทอดพระเนตรหนังรอบการกุศล ไปทรงเปิดงาน ไปทรงดนตรีในมหาวิทยาลัย ผมก็มีหน้าที่ไปถ่ายเก็บไว้หมด
…ในยุคก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จพระราชดำเนินไปสหรัฐอเมริกา ยุคนั้นห้ามใช้แฟลชถ่ายภาพ เราก็ต้องใช้ฝีมือ บางทีท่านเสด็จฯถึงเย็นถึงค่ำ เราก็ต้องใช้ฟิล์มไวแสงที่สุดในยุคนั้นคือ ASA 200 หน้ากล้องก็ใช้สปีดต่ำ บางครั้งต้องใช้สปีด 30 มือต้องนิ่งจริงๆ
…พระเจ้าอยู่หัวเสด็จภาคใต้ครั้งละ 15 วัน สมัยก่อนการคมนาคมยังไม่เจริญ ต้องนั่งรถไฟไปลงชุมพร ผมมีโอกาสได้ขึ้นรถไฟพระที่นั่งที่สถานีจิตรลดา ซึ่งปรกติคนทั่วไปไม่มีโอกาสเลย เราอยู่ในขบวนตามเสด็จฯก็ได้ไปขึ้นที่นั่น แต่ได้ขึ้นแค่ครั้งเดียว เพราะตอนหลังท่านเสด็จฯโดยเครื่องบินเยอะ
…สมัยก่อนต้องนั่งรถไฟไปลงชุมพร แล้วนั่งรถตรวจการณ์ไปตามทางลูกรัง ไประนองก่อน ทุกวันนี้ยังมีลายพระหัตถ์ของพระองค์ท่านตรงทางเข้าระนองต่อเขตชุมพร ทีนี้ก็ลงไปเรื่อย เวลาขึ้นเขาพับผ้าแถวจังหวัดตรัง พัทลุง โอ๊ย อันตราย
…ระหว่างทางจะมีชาวบ้านมารอรับ พอขบวนรถพระที่นั่งผ่าน พระองค์ท่านจะเสด็จลงไปเยี่ยม แล้วรถก็คลานตามไป พอถึงสุดที่เยี่ยมก็ประทับรถต่อ บางครั้งตำบลเล็กๆที่ประชาชนน้อยท่านก็ไม่เสด็จลง ท่านจะเปิดประตูรถให้ประชาชนเข้ามาถวายของที่รถพระที่นั่งเลย ผมนั่งอยู่คันหลังก็ต้องวิ่งมาถ่ายรูปเก็บไว้ ทันบ้างไม่ทันบ้าง (หัวเราะ)


…แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบว่ามีการถ่ายรูปเก็บไว้ ท่านจะพยายามให้ช้า จะรับสั่งกับประชาชน เพื่อให้ช่างภาพที่อยู่หลังขบวนวิ่งมาทัน
…ชาวบ้านก็เหมือนกันหมดทุกภาค พอรู้ว่าพระเจ้าอยู่หัวมาก็ดีใจ ทุกคนเรียกพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัว คำนี้หมายถึงเขาเทิดทูนไว้เหนือหัว แล้วถ้าเขามีของอะไรดี เขาก็นำมาถวาย บางคนเอาโครงกระดูกปลาฉนากเก่าๆที่เก็บไว้มาถวาย อาหารก็มี นกก็มี อีกาเผือกก็มี บางคนไม่มีอะไรถวาย ก็เอาผ้าขาวม้าที่พาดไหล่มานั่นแหละถวายท่าน ท่านก็ทรงรับ
…บางคนมา ไม่ได้คิดว่าจะเอาอะไรมาถวาย บางคนถอดพระที่ห้อยคอให้ท่านน่ะ ท่านก็รับสั่งว่าทำไมไม่เก็บเอาไว้ ชาวบ้านบอกให้พระเจ้าอยู่หัวไปคุ้มครอง
…เมื่อเสด็จฯถึงจังหวัดไหน พระองค์ท่านก็จะประทับค้างคืน ส่วนมากจะประทับจวนผู้ว่าฯ โรงแรมอย่างทุกวันนี้หายาก
…เมื่อก่อนไม่มีถนน 4 เลนเหมือนเดี๋ยวนี้หรอก มีแต่ถนนเล็กๆแทบจะสวนกันไม่ได้ แล้วพอออกจากนครปฐมก็เป็นถนนลูกรัง ฝุ่นจับหัวแดงไปจนถึงภาคใต้เลย พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงสมบุกสมบันนะ ท่านไม่ค่อยท้อ ท่านยังทรงหนุ่ม
…เท่าที่ผมเห็น บางครั้งพระองค์ท่านเสวยพระกระยาหารในรถพระที่นั่งระหว่างทางที่เสด็จเยี่ยมราษฎร รู้สึกท่านจะโปรดกล้วยหอม เราแอบมองเห็นพระองค์ท่านกับพระราชินีเสวยกล้วยหอมในรถ ท่านทรงสมบุกสมบันเยี่ยมราษฎรเพื่อหาข้อมูลมาพัฒนาจนมาเป็นโครงการหลวงทุกวันนี้
…ตอนหลังผมไปอยู่ช่อง 3 ก็ยังได้ตามเสด็จฯภาคเหนือ ไปดูโครงการหลวง แต่ไม่ได้ตามคนเดียวบ่อยเพราะจะหมุนเวียน บางทีผมไปอยู่เชียงใหม่เดือนกว่า สองเดือน
…ปรกติกรมประชาสัมพันธ์ต้องทำอัลบั้มถวาย เวลามีพระราชอาคันตุกะมาเมืองไทย ผมจะต้องถ่ายแล้วมาอัดรูป แล้วหัวหน้าจะเป็นคนจัดทำอัลบั้มแล้วเขียนคำบรรยายเพื่อถวายพระเจ้าอยู่หัว พอเจ้าเมืองต่างๆจะกลับ พระเจ้าอยู่หัวก็จะพระราชทานอัลบั้มให้เป็นที่ระลึก”
คุณธรรมนูญเป็นช่างภาพที่กรมประชาสัพันธ์นานถึง 13 ปี ก่อนจะลาออกมาทำงานที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 โดยมีหน้าที่ตามเสด็จฯเช่นเดิม


“เมื่อก่อนพระราชอาคันตุกะทุกคน พระเจ้าอยู่หัวต้องพาไปเชียงใหม่ เพื่อให้ไปดูโครงการที่ให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วพระองค์ท่านก็หาอาชีพใหม่ให้เขาปลูกผักเมืองหนาว ท่านทรงหาพืชเมืองหนาวมาให้ชาวเขาปลูก
…ผมว่าพระองค์ท่านทรงมีความมานะอดทนมากนะ กว่าจะทรงต่อสู้กับชาวเขาเผ่าม้ง เผ่าแม้ว ให้เลิกปลูกฝิ่น เพราะอเมริกันมันแรงมาก มันรู้ว่าฝิ่นมาจากพวกนี้ แล้วฝิ่นไปแปลงเป็นยาเสพติดอื่นๆได้อีก ปปส.ก็เข้าไปสร้างความเข้าใจให้กับพวกชาวเขา
…ตอนนั้นพืชเมืองหนาวที่เอามาให้ชาวเขาปลูกแทนฝิ่นก็คือมันฝรั่ง ปปส.ก็มีหน้าที่รับสนองพระราชดำริของในหลวงดูแลเรื่องนี้ ผมก็ไปทำข่าว ชาวเขามาบ่นให้ฟังว่ามันฝรั่งมันขายไม่ออก
…ผมก็ไปบอกปสส.ที่ปราบฝิ่นว่า ในเมื่อโครงการในพระราชดำริมาอย่างนี้แล้ว ทำไมไม่ช่วยเขา ปปส.ก็เออ จริงนะ ก็พาสื่อขึ้นไปดู โอ้โฮ ชาวเขาเก็บมันฝรั่งไว้เป็นยุ้งเป็นฉางเลย ขายไม่ออก ตอนหลังปปส.ติดต่อไซโลที่ศรีราชาให้รับซื้อมันฝรั่งเอาไปไว้ที่นั่น เพื่อช่วยชาวเขาให้มีรายได้ เพราะชาวเขาเปลี่ยนจากปลูกฝิ่นมาปลูกพืชอื่นแล้วไม่ได้ผล เขาก็อดตาย
…พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงหาพืชอื่นมาแทนมันฝรั่ง ทรงเอาพืชเมืองหนาวมาทดลองปลูก ให้กระทรวงเกษตรฯมาดูแล แล้วให้กระทรวงมหาดไทยมาดูแลชุมชนหมู่บ้านชาวเขาให้เป็นชุมชนตัวอย่างทดลองปลูก พระองค์ท่านต้องค่อยๆสร้างความเข้าใจให้กับชาวเขาให้เลิกปลูกฝิ่น กว่าจะหมดได้ก็หลายปี
…พระองค์ท่านทรงทดลองปลูกดอกไม้เมืองหนาวก่อน ตอนหลังก็ปลูกพวกพืชเมืองหนาว พวกท้อ แอปเปิล สตรอเบอรี่ ฯลฯ จนทุกวันนี้ได้ผล ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่นกันแล้ว
…ช่วงนั้นพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่ภาคเหนือมาก แปรพระราชฐานไปอยู่เชียงใหม่มากกว่าภาคอื่น ตอนนั้นภาคอีสานยังไม่มีพระตำหนักภูพาน ผมว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริอยู่แล้วว่าท่านจะต้องลุยภาคเหนือก่อนแน่นอน เพราะภาคเหนืออันตราย ฝิ่นเยอะ แล้วคอมมิวนิสต์มันเข้ามาเยอะ ท่านเลยทรงแก้ปัญหา เอามวลชนเผ่าต่างๆมาอยู่ซะ มีที่ให้ทำมาหากิน นี่ผมมองดูนะ ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดเรื่องการเมืองเท่าไหร่
…พระเจ้าอยู่หัวทรงงานมา..คิดดูว่าตั้งกี่ปี พระองค์ท่านเริ่มเสด็จฯเยี่ยมราษฎรต่างจังหวัดตั้งแต่ปีพ.ศ. 2499 เพื่อรับทราบปัญหาและมาแก้ปัญหา จนทุกวันนี้ราษฎรในต่างจังหวัด 3 ชั่วคนแล้วมั้งอยู่ดีกินดี ประเทศชาติอยู่ดีกินดีมาจนทุกวันนี้ แล้วทุกวันนี้ท่านยังทรงต้องมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทำโครงการเศรษฐกิจพอเพียงอีก
…เมื่อก่อนทรงทำให้ราษฎรมีที่ทำกิน มีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะเมื่อก่อนมันแล้งไม่ว่าภาคไหน แล้วป่าเขาภาคเหนือถูกทำลายโดยชาวเขาและนายทุนเยอะ”


คุณธรรมนูญตามเสด็จฯพระเจ้าอยู่หัวอยู่นานสิบกว่าปีจนเป็นที่คุ้นหน้าของขบวนเสด็จฯ เขาจึงปลาบปลื้มมากที่พระองค์ท่านเคยรับสั่งด้วยเป็นการส่วนพระองค์
“ตอนที่ผมตามเสด็จฯไปยะลา ผมยืนรอท่านเสด็จฯลงจากถ้ำ เราก็ไม่คิดว่าพระองค์ท่านจะเสด็จฯเข้ามาหา ผมก็ถอยหนี ท่านก็ทรงเดินมาหา ผมถอยหนีอีกไม่ได้แล้ว จะตกเขา ก็เลยถวายความเคารพ พระองค์ท่านรับสั่งว่าถ่ายรูปไปเยอะๆ เอาไปให้ท่านบ้างนะ ผมกุกกักๆ บอกพ่ะย่ะครับ มันพูดอะไรไม่ได้น่ะ ตกใจ
…พอนึกขึ้นได้ โอ๊ย เราพูดราชาศัพท์ผิด (หัวเราะ) เราก็ไม่รู้ พระองค์ท่านทรงยิ้ม แล้วทรงเดินลงบันไดไป
…พระองค์ท่านทรงมีความจำแม่นมากว่าใครตามเสด็จฯ ตอนหลังที่ผมไปอยู่ช่อง 3 แล้ว ผมได้ตามเสด็จฯไปที่ภูพิงค์ ท่านทรงจำผมได้ ผมทูลพระองค์ท่านว่าขอพระราชทานพระจิตรลดา พระองค์ท่านทรงล้วงกระเป๋าเสื้อนอกออกมา แล้วทรงแบพระหัตถ์ว่าไม่มี
…ผมเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ ช่างภาพช่อง 9 ช่อง 5 ช่อง 7 ได้กันหมด แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผมได้เข้าเฝ้าฯก็พอแล้ว”
นอกจากนี้เขายังได้รับมอบหมายให้ถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับการทำฝนเทียม
“ตอนนั้นพระองค์ท่านเสด็จฯไปทรงทดลองทำฝนเทียมที่หัวหิน ผมก็ต้องไปนอนอยู่ที่หัวหินเป็นเดือนเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ก็ได้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงตื่นบรรทมแต่เช้ามาดูเมฆ ดูกระแสลมว่าวันนั้นเหมาะจะบินขึ้นไปโปรยสารเคมีหรือเปล่า พระองค์ท่านทรงให้เครื่องบินบินขึ้นไปดู โดยท่านทรงใช้วิทยุติดต่อกับนักบินอยู่ข้างล่าง พระองค์ท่านทรงตั้งพระทัยทำสุดความสามารถ เพื่อใช้ฝนเทียมไปช่วยเกษตรกรในหน้าแล้งให้ได้
…ผมต้องบินขึ้นไปกับเครื่องบินที่โปรยสารเคมีเพื่อถ่ายหนังอยู่หลายวัน และพอเครื่องบินบินขึ้นไปโปรยสารเคมีบนเมฆแล้ว ผมจะต้องขับรถไปดูว่าฝนตกในพื้นที่เป้าหมายหรือเปล่า เพราะการทำฝนเทียมใช่ว่าจะสำเร็จทุกครั้ง บางทีกะว่าจะให้ตกเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ แต่ลมหอบไปตกในอีกพื้นที่หนึ่งก็มี
…พอทำหนังสารคดีเรื่องฝนเทียมเสร็จ พระองค์ท่านก็พระราชทานให้ทีมจากอินโดฯเอากลับไปดูที่บ้าน หลังจากนั้นคุณชายเทพฤทธิ์ก็กราบบังคมทูลขอพระราชทานปีกฝนหลวงให้ผม ซึ่งผมภูมิใจมาก ไม่คิดว่าจะได้ เพราะปรกติคนที่จะได้รับพระราชทานเข็มนี้ จะต้องเป็นทีมงานที่ทำฝนหลวงถวายพระองค์ท่านจริงๆ เพราะงานนี้ถือเป็นงานเสี่ยงภัย
…จากการตามเสด็จฯ เห็นเลยครับว่าชาวบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น
…อย่างหมู่บ้านหุบกระพง จ.เพชรบุรี ที่ผมตามเสด็จฯตอนผมอยู่ช่อง 3 แล้ว ใหม่ๆที่ผมไปโอ้โฮ แล้ง ท่านทรงได้ผู้เชี่ยวชาญปรับดินจากอิสราเอลมาช่วย แล้วทรงให้ชาวบ้านปลูกแอสปารากัส
…เมื่อก่อนที่นี่ต้องบินฮ.เข้าไป ตอนหลังถนนหนทางดี พระองค์ท่านให้ทำเป็นสหกรณ์ขายพืชไร่ ทุกวันนี้ลูกหลานเขามีรถเก๋งขี่ มีบ้านดี
…เขาเต่าที่หัวหินก็เหมือนกัน ผมไปเห็นตั้งแต่ยังไม่เป็นอ่างเก็บน้ำเขาเต่าอย่างทุกวันนี้ แต่หลังจากพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปทรงเยี่ยม ก็มีพระราชดำริให้ทำเป็นอ่างเก็บน้ำ
…ที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปทอดพระเนตรเห็น เพราะท่านทรงพระดำเนินออกกำลังกายกับสมเด็จพระราชินีจากวังไกลกังวลไปตามชายหาด ผมก็เดินตาม แต่ไม่ได้ทำข่าว มีภาพถ่ายไว้บ้างบางส่วน
…พอเสด็จฯมาถึงเขาตะเกียบก็ทรงเยี่ยมราษฎรเป็นส่วนพระองค์ ชาวบ้านเขาเต่าก็มาทูลว่าที่นี่เดือดร้อนไม่มีน้ำจืดใช้ ถึงเวลาน้ำเค็มขึ้นมาท่วมที่นาเขา พืชไร่เขาตายหมด พระองค์ท่านก็พระราชทานโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อันนี้สำคัญมาก เพราะเป็นโครงการแรกในพระราชดำริ
…พอชาวบ้านมีน้ำจืดใช้ ชีวิตความเป็นอยู่เขาก็ดีขึ้น สามารถทำการเกษตร ทำธุรกิจอะไรได้หมด”


ตลอดสิบกว่าปีของการตามเสด็จฯ และได้เห็นว่าทั้งสองพระองค์ทรงงานหนักเพื่อประชาชนจริงๆ ทำให้คุณธรรมนูญถวายความจงรักภักดีอย่างเต็มหัวใจ เขาจึงเสียใจที่มีคนบางกลุ่มกล่าวพาดพิงถึงสถาบันในแง่ลบ
“ผมเจอใครก็แล้วแต่ไม่ว่าเสื้อเหลืองเสื้อแดง ผมบอกว่าที่พวกคุณมีแผ่นดินอยู่ทุกวันนี้ตั้งแต่ปู่ย่าตายายคุณมา แผ่นดินไทยที่มีอาณาเขตที่สหประชาชาติรับรองทุกวันนี้ คุณว่าสถาบันอะไรที่เป็นคนต่อสู้รวบรวมมา สถาบันพระมหากษัตริย์กับสถาบันทหารใช่ไหมที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา หาแผ่นดินมาสร้างเป็นประเทศไทย มันไม่ใช่สถาบันนักการเมืองนะ มีคนบอกพูดอย่างนี้เดี๋ยวติดคุกนะ ผมบอกผมไม่สนใจ สถาบันนักการเมืองมาทีหลัง
…ตั้งแต่ในอดีต เราจะมีผู้นำที่เป็นกษัตริย์ และทหารเอกของกษัตริย์ที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา รวบรวมแผ่นดินจนมาเป็นประเทศ แล้วสถาบันไหนที่ทำให้นักการเมืองหากินสุขสบายกันอยู่อย่างนี้ ผมอยากให้คุณเข้าใจกันบ้าง แล้วคุณมาทำอย่างนี้กันได้ยังไง
…พระเจ้าอยู่หัวก็คือเทพสมมุติ คนไทยเคารพนับถือกันมาแต่โบร่ำโบราณ พอมาสมัยจอมพลป.คอมมิวนิสต์เริ่มเข้ามาแล้ว แต่ฝังตัวเงียบอยู่ อเมริกันก็ไม่ยอม ก็หนุนหลังให้จอมพลสฤษดิ์ปฏิวัติเพื่อป้องกันราชบัลลังก์
…จากนั้นมา นายกรัฐมนตรีทุกรัฐบาลจะต้องป้องกันราชบัลลังก์ไม่ให้ล้ม พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงออกเยี่ยมราษฎร ทรงมองว่าถ้าไม่เข้าหามวลชน เดี๋ยวมวลชนก็เป็นคอมมิวนิสต์หมด สถาบันก็อยู่ไม่ได้ ผมก็รับหน้าที่ตามเสด็จฯเพื่อถ่ายภาพ
…จังหวะนั้นหนังสือสกุลไทย ตอนนั้นคุณเกษม ส่งเสริมสวัสดิ์ เป็นบรรณาธิการอยู่ เขาซื้อภาพข่าวสังคมจากผม และซื้อภาพนางแบบดาราแฟชั่นที่ผมถ่ายมาลงปก ผมเลยบอกคุณเกษมว่าให้เลิกปกดารานางแบบได้มั้ย ลงรูปพระราชินี ในหลวงเอามั้ย เราช่วยกันส่งเสริมสถาบัน เขาเอาเลย บอกคุณธรรมนูญถ่ายมา เอามาลง
…เวลาตามเสด็จฯผมจะถ่ายเผื่อสกุลไทยด้วย และเพิ่มหน้าข่าวสังคมหน้านึง เป็นพระราชกรณียกิจของในหลวงอย่างเดียว
…ทุกวันนี้สกุลไทยเลยกลายเป็นหนังสือวัง ผมสร้างกระแสมา 8 ปีนะตั้งแต่ปี 2501 จนถึง 2508 เมื่อก่อนผมตัดปกสกุลไทยเก็บไว้เยอะ เป็นภาพขาวดำที่ผมถ่ายแล้วเขาเอามาระบายสี
…พอสกุลไทยลงปกพระราชินีสวยๆในฉลองพระองค์ชุดไทยจิตรลดา ไทยจักรี ฉบับอื่นก็เอาบ้าง มาซื้อรูปผมกันใหญ่
…อาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทอง บอกว่าคุณธรรมนูญถ่ายให้สตรีสารบ้างนะ เราก็ถือโอกาสขายรูปละ 150 บาท อัดเท่าปกสกุลไทย ภาพหน้าในก็เหมาอีก 150 เดือนนึงผมได้พันกว่าบาท มากกว่าเงินเดือนอีก เงินเดือนแค่ 450 บาท ทองก็บาทละ 450
…แล้วผมยังขออนุญาตนาย อัดรูปพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีไปขายให้กับร้านแถวบางลำพู ท่าพระจันทร์ เฉลิมกรุง เป็นภาพโปสการ์ดขาวดำ อัดทีเป็นร้อยๆรูป ไปขายรูปละ 70 สตางค์ แล้วร้านเอาไปขายรูปละบาท ก็ได้เงินพวกนี้เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงลูก ส่งเรียนหนังสือกันจนจบปริญญา


…สถาบันพระมหากษัตริย์มีพระคุณกับผมเยอะ ทำให้เรามีเงินใช้จ่ายพอกินพอใช้ ฉะนั้นสถาบันพระมหากษัตริย์ผมต้องเทิดทูนมาก พูดแล้วมันตื้นตัน
…ที่ผมมีบ้าน มีอะไรทุกวันนี้ก็อาศัยบารมีท่าน พระองค์ท่านทรงทำให้คนมีอาชีพเยอะมาก แล้วทำไมถึงจะต้องว่าท่าน ไม่เข้าใจ”
…ทุกวันนี้ที่พสกนิกรยังรักและเทิดทูนพระองค์ ยังจงรักภักดี เพราะพระองค์ท่านมีแต่ให้น่ะ ทรงทำโดยไม่เคยหวังอะไรเลย อยากจะให้ประชาชนอยู่ดีกินดีตลอดเวลา ผมเห็นแล้วไม่รู้จะช่วยแบ่งเบาพระราชภาระของพระองค์ท่านยังไงไม่ให้ท่านเหนื่อย มันแบ่งไม่ได้ ทำไม่ได้ ก็ได้แต่ภาวนาให้พระองค์ท่านทรงพระเจริญ อายุยืนๆ
…เวลาเห็นในที.วี.ว่าท่านทรงพระประชวรแล้วสงสาร ผมนั่งนึกนะว่าทำไมบั้นปลายชีวิตท่านต้องมาลำบากกับพระวรกาย ทั้งๆที่ท่านทรงเป็นนักกีฬา ทรงออกกำลังกาย แต่คงเพราะท่านทรงงานหนักมาตลอด
…ผมถือเป็นบุญของชีวิตที่ได้ตามเสด็จฯ ผมไม่เคยคิดว่าเราจะมาอยู่ตรงนี้ เลยได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านมาตลอด”


บทสัมภาษณ์โดย รณา
เรียบเรียงใหม่โดย กบแจะ