ใต้ร่มเงา “โครงการหลวง”

ดิฉัน / STORY / ใต้ร่มเงา “โครงการหลวง”

 

หากจะกล่าวถึงโครงการหลวง “ดิฉัน” เชื่อว่าหลายท่านคงจะทราบดีว่าโครงการนี้ เป็นโครงการส่วนพระองค์ใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาว เพื่อเป็นการหารายได้ทดแทนการปลูกฝิ่นแก่ชาวเขา ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2512 โดยมีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับผิดชอบในฐานะประธานมูลนิธิโครงการหลวง

ซึ่งในระยะแรกนั้น โครงการนี้เป็นโครงการอาสาสมัคร โดยมีอาสาสมัคร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกองทัพอากาศ ในปัจจุบันโครงการหลวง ดำเนินงานใน 5 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และแม่ฮ่องสอน มีสถานีวิจัยหลัก 4 สถานี และสถานีส่งเสริมปลูกพืชทดแทนฝิ่น เรียกว่า ศูนย์พัฒนาโครงการ จำนวน 21 ศูนย์ และหมู่บ้านพัฒนาอีก 6 หมู่บ้าน รวมหมู่บ้านในเขตปฏิบัติการทั้งสิ้น 267 หมู่บ้าน โดยผลผลิตจากโครงการหลวงในปัจจุบัน ประกอบด้วย ผักปลอดภัยสารพิษ สมุนไพร ถั่วและธัญพืช ผลไม้ เห็ด ดอกไม้เมืองหนาว ผลิตผลทางปศุสัตว์ ผลิตผลทางประมง ผลิตผลป่าไม้ ดอกไม้แห้ง ผลิตภัณฑ์จากแฝก ไม้กระถาง และผลิตภัณฑ์แปรรูปในชื่อการค้า โครงการหลวง และดอยคำ

 05

 

หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ทรงนิพนธ์ในหนังสือเรื่อง ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโครงการหลวง’ มีความตอนหนึ่งว่า

 

“เมื่อต้นปี 2513 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงขับรถพระที่นั่งไปบ้านแม้ว ดอยปุย ใกล้พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ และได้ทอดพระเนตรต้นท้อ (peach) ที่แม้วเอากิ่งพันธุ์ดี มาต่อกับต้นตอพื้นเมืองตามโครงการแต่ปีก่อน และมีรับสั่งถามเจ้าของว่า ปลูกฝิ่นได้เงินเท่าไร และเก็บท้อพื้นเมือง (ลูกเล็ก) ขายได้กี่บาท ก็ทรงทราบว่าฝิ่นกับท้อพื้นเมืองทำเงินให้เกษตรกรเท่าๆกัน

03

02

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงคิดว่า ถ้าท้อลูกนิดๆ ยังทำเงินให้เกษตรกรได้ดีเท่าฝิ่นแล้ว เราก็ควรจะเปลี่ยนยอดให้ลูกออกมาเป็นท้อใหญ่ หวานฉ่ำสีอมชมพูเรื่อดังกับแก้มสาวในนิทานจีน เมื่อรายได้จากท้อและผลไม้อื่นสูงกว่าฝิ่นแล้ว ฝิ่นก็จะสาบสูญไปเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องใช้กำลังผลักดันแต่อย่างใด จึงวันนั้นเอง วันที่ 28 มกราคม 2513 ก็มีรับสั่งให้ดำเนินการ และพระราชทานเงิน 200,000 บาท แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีสถานีวิจัยน้อยๆใกล้พระตำหนัก เพื่อซื้อสวนใหญ่ใกล้ๆกัน เพื่อเป็นสิริมงคล สวนนี้จึงได้ชื่อว่า ‘สวนสองแสน’…อันในที่สุดกลายเป็นโครงการหลวง”

 

03

 

โครงการส่วนพระองค์ที่เริ่มต้นด้วยชื่อ ‘โครงการ ในพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา’ เปลี่ยนชื่อให้เหมาะกับสภาพการณ์ว่า ‘โครงการหลวงพัฒนาชาวเขา’ มาเป็น ‘โครงการหลวงภาคเหนือ’ และ ‘โครงการหลวง’ ตามลำดับ ได้รับรางวัลเกียรติยศรามอนแมกไซไซ ประจำปี พ.ศ. 2531 ในฐานะที่ก่อให้เกิดความเข้าใจในระหว่างนานาชาติ และจดทะเบียนเป็น ‘มูลนิธิโครงการหลวง’ เมื่อปี พ.ศ. 2535

 

01

 


 

ขอขอบคุณภาพ: คุณสมนึก คุณากรกานต์

ข้อมูล: กองบรรณาธิการ นิตยสารดิฉัน ฉบับ 926