ออกกำลังไป ได้งานด้วย

ดิฉัน / STORY / ออกกำลังไป ได้งานด้วย

การศึกษาจากมหาวิทยาลัยนอร์ธเทิร์นอิลลินอยส์ในสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ที่แบ่งเวลาออกกำลังกายได้จะเป็นผู้ที่ดูมีเสน่ห์มากกว่าผู้ที่ออกกำลังมากจนเกินไปหรือไม่ยอมออกเลย นั่นอาจเป็นเพราะการออกกำลังในขณะที่ต้องทำงานไปด้วย ช่วยให้สมองได้ฝึกอยู่เสมอและที่สำคัญคือไม่มากจนเกินพอดีคนที่อยากมีสุขภาพดีแบบที่ไม่ต้องไปเข้ายิมฯที่ไหนและทำง่ายๆแบบเจ้านายไม่ด่า หมาแมวปลื้ม ขอให้ลองสั่งจิตให้ออกกำลังดังต่อไปนี้ดูครับ

shutterstock_242138023-1

เคี้ยว: อย่างน้อยกองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง คนเราต้องหาของกิน ในขณะที่กินก็อาจจัดเป็นเซสชั่นออกกำลังกายได้โดยการ ‘เคี้ยวบำบัด’ ครับ ขยับเหงือกเคี้ยวข้าวแต่ละคำอย่างน้อย 10 ครั้ง แรกๆอาจทำยาก แต่หากฝึกไปไม่กินไป คุยไปจนไร้สติ จะมีผลให้สมองได้บริหารและเกิดการเผาผลาญแคลอรี่ ที่สำคัญคือทำให้ไม่กินแบบไร้สติจนเยอะเกินพอดีด้วยครับ

หายใจ: แย่ที่สุดคนเราก็ต้องมีเวลาหายใจครับ ให้คิดเสมอว่าถ้าหายใจยังมีเวลาก็ต้องหาเวลาออกกำลังได้ด้วยเช่นกัน การฝึกออกกำลังโดยการหายใจคือให้หายใจเข้าลึกจนรู้สึกปอดตึงเต็มที่ ก่อนที่จะค่อยๆผ่อนออกให้ช้าที่สุดนับเป็น 1 ครั้ง ว่างๆนั่งทำอย่างนี้สัก 10 ครั้งครับจะช่วยล้างพิษได้เป็นการออกกำลังกายง่ายที่สุดแล้ว

เดิน: การเดินที่ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี่ล่ะครับ คือการออกกำลังที่ดีที่สุด จะเดินจากออฟฟิศไปกินข้าวหรือเดินไปช้อปปิ้งซอยใกล้ๆ ขอให้ติดเครื่องนับก้าว (Podometer) ไว้เพื่อจะได้กะจำนวนเดินที่ดีต่อสุขภาพได้ถูก โดยวันหนึ่งควรเดินให้ได้อย่างน้อย 1,000 ก้าวนะครับ

แกว่ง: แกว่งแขนครับ ให้แกว่งง่ายๆสบายๆข้างโต๊ะทำงานก็ได้ ไม่ต้องแกว่งแรงไป เดี๋ยวจะเจ็บแขนหรือไม่ต้องแกว่งมากเสียจนเมื่อย แค่ให้มีเวลาแกว่งสักวันละ 15 นาที เผื่อเวลาออกกำลังกายอย่างอื่นไว้ด้วย แค่นี้ก็ได้เป็นร้อยหรือพันครั้งแล้ว รับรองแกว่งแขนไม่หาเสี้ยนแน่ครับ

เกร็ง: คนทำงานนั่งโต๊ะกว่าจะโผล่ออกนอกออฟฟิศก็ตะวันตกดินมิดแล้ว ให้นั่งไปออกไปครับด้วยการหลับตาแล้วเกร็งกล้ามเนื้อเป็นส่วนๆ ยกตัวอย่างรู้สึกเกร็งกล้ามต้นแขน (Biceps) นับ 1 ถึง 10 จากนั้นเกร็งต้นขานับถึงสิบเช่นกัน แล้ววนสลับกันไปเช่นนี้ ถ้าปวดต้นคอให้ใช้วิธีเกร็งหน้าต้านมือจะช่วยได้ครับ

ฝรั่งมีคำหนึ่งใช้กับการศึกษาคือ ‘ดิสซิพลิน (Discipline)’ เช่น เรียนแพทย์ก็มีดิสซิพลินแบบแพทย์ เรียนศิลปศาสตร์ก็มีดิสซิพลินแบบนั้นเช่นกัน ครั้นจะแปลว่า ‘วินัย’ ก็เห็นไม่ตรงตัวนัก เพราะมันหมายความถึงการเอาจริงเอาจังในการศึกษาเรื่องใดๆ ในเรื่องการออกกำลังกายก็ถือเป็น ‘ดิสซิพลิน’ อย่างหนึ่งที่ควรต้องมี ในชีวิต เรียกเป็นดิสซิพลินแห่งชีวิตที่สำคัญกว่าดิสซิพลินในสาขาวิชาอื่นๆอีกมาก เพราะเป็นภาคบังคับที่จะช่วยกำกับบทบาทแห่งสุขภาพของเราให้ไม่เจ็บป่วยง่าย ไม่กลายเป็นคนอมโรค ไปจนถึงทำให้มีบุคลิกดี ชีวิตที่เจริญก้าวหน้า อย่าทำเป็นเล่นไปเชียวครับ นี่คือเรื่องจริงของอานิสงส์เอ็กเซอร์ไซส์


เรื่อง: น.พ.กฤษดา ศิรามพุช  คอลัมน์ รู้ไว้ใช่ว่า นิตยสารดิฉัน