รู้จักศิลปะบนเรือนร่าง ที่เรียกว่า”รอยสัก”

ดิฉัน / STORY / รู้จักศิลปะบนเรือนร่าง ที่เรียกว่า”รอยสัก”

ลวดลายอันสีดำเข้ม น่าเกรงขาม ดุดัน ดูมีพลัง อำนาจ บางครั้งลวดลายเป็นเส้นสายอันอ่อนช้อยดูนุ่มนวล หลากสีสันชวนให้มอง หรือในบางครั้งคนไหนยังใจไม่กล้าพอก็เอาเพียงแค่ลายเล็กๆ เพื่อลองพิสูจน์ใจตัวเองก่อน ความสวยงามบนเรือนร่างที่แลกมาด้วยความเจ็บตัวทั้งหมดนี้ เรากำลังพูดถึง ‘รอยสัก’

1

การวาดลายบนเนื้อตัวถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งซึ่งติดตัวคนนั้นไปแทบตลอดชีวิต ถ้าเจ้าตัวไม่ไปลบเสียก่อนว่ากันว่าการลบนั้นทำได้ยากกว่าการสักเสียด้วยซ้ำ ละครพีเรียดหลายเรื่อง รอยสักของตัวละครแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นนักรบ นักบวชหรือแม้แต่ทาส แต่ละคนมีลวดลายบนเรือนร่างที่ต่างออกไป ลงวิชาอาคมต่างๆ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจว่าเป็นคนมีของ ไม่ใช่เพียงแค่ภาพยนตร์ไทย แต่เมื่อชมภาพยนตร์ญี่ปุ่น เหล่ายากูซ่าก็มีรอยสักที่เป็นสีสันชวนมองยิ่งนัก ไม่ว่าจะประเทศใด ศิลปะแขนงนี้ดูจะเป็นที่นิยมกันแพร่หลาย แถมยังมีนักแสดง ดารา นักร้องที่โด่งดังระดับอินเตอร์บินตรงมาเมืองไทยและให้อาจารย์สำนักชื่อดังสักให้พร้อมลงคาถาเมตตามหานิยมให้การงานรุ่งเรืองเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าแฟนคลับมากมาย

ได้ยินแบบนี้แล้วเริ่มอยากรู้จักที่มาของ “การสัก” ที่แท้จริงกันแล้วไหมล่ะคะ

การสักในเมืองไทยมีมาแต่โบราณก่อนอาณาจักรสุโขทัย ต้นแบบน่าจะมาจากขอมเมื่อ 1,400 ปีที่แล้ว ส่วนสมัยอยุธยาตอนต้น แผนกทะเบียนจะบันทึกรวบรวมสถิติชายโดยทำเครื่องหมายสักที่ข้อมือเพื่อแสดงว่า
มีสังกัดกรมกองแล้ว นอกจากนั้นยังมีการสักด้วยเหตุผลอื่นเช่นเพื่อความแข็งแกร่งของจิตใจ อยู่ยงคงกระพัน คลาดแคล้ว ปลอดภัยซึ่งจะนิยมสักลวดลายซึ่งเป็นตัวแทนของความดุร้าย ความปราดเปรียว ความสง่างาม ความกล้า ได้แก่ ลายเสือเผ่น หนุมานคลุกฝุ่น หงส์ และลายสิงห์ หรือลายที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันภัยอันตราย เช่นลายเก้ายอดยันต์เกราะเพชร ส่วนอีกประเภทเป็นผลทางเมตตามหานิยม ได้แก่ลายสักรูปจิ้งจกหรือนกสาริกาเพื่อเป็นตัวแทนของความมีเสน่ห์เป็นที่รักของคนทั่วไปโดยเฉพาะเป็นผลดีทางการเจรจา ค้าขายเจริญรุ่งเรือง

2

ส่วนประเทศญี่ปุ่น ดิฉันมักเห็นตัวร้ายให้ภาพยนตร์ญี่ปุ่นมีรอยสักที่แตกต่างจากที่เราเห็นทั่วไป ลวดลายสวยงามเป็นพิเศษและมีสีสันสวยงามดั่งเช่นแผ่นเนื้อเป็นผืนผ้าใบก็ไม่ปาน ความสวยงามที่แฝงความคมเข้มที่ดูขลังมาก การสักไม่ใช่เป็นสัญลักษณ์ของตัวร้ายนะคะ เพียงแต่ดิฉันเห็นในหนังเท่านั้นเอง แต่จริงๆแล้วการสักในญี่ปุ่นก็มีมาแต่โบราณเช่นกัน การสักมี 2 ชนิดด้วยกัน การสักที่เป็นการลงโทษผู้กระทำความผิด การสักแบบนี้จะสักเป็นสามแถบ กว้างแถบละหนึ่งในสามของนิ้ว จะสักที่แขนของนักโทษส่วนการสักอีกชนิดของญี่ปุ่นเรียกกันว่า โฮริโมโน เพิ่งแพร่หลายกันในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นิยมสักกันทั้งหญิงและชาย เป็นการสักที่สวยงามมาก เป็นวิวธรรมชาติบ้าง รูปเสือ รูปมังกร มีการลงสีสันสวยงามด้วยสีดำ สีน้ำเงินและสีแดง

3

การสักของญี่ปุ่นนอกจากแสดงความกล้า ความสวยงามแล้ว บางครั้งยังเป็นสิ่งที่มีไว้ดึงดูดเพศตรงข้ามอีกต่างหาก อย่างพวกเกอิชาก็จะมีการสักรูปซามิเซนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีสามสายไว้ที่แขนหรือไหล่ นางเชื่อว่าจะได้เล่นดนตรีได้เก่งไพเราะเป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้า

ข้ามมาที่ประเทศนิวซีแลนด์ ชนเผ่าเมารีพื้นเมืองก็มักจะมีรอยสักที่สวยงามเช่นกัน รอยสักของชนเผ่านี้มีการสักตั้งแต่ใบหน้าลงมา สักทั้งผู้หญิงและผู้ชาย บางคนก็สักเฉพาะบริเวณเท่านั้น การสักลงน้ำหมึกสีดำมีลวดลายที่สวยงามเป็นรูปโค้งหรือรูปเถาวัลย์เลื้อยสวยงามมาก รอยสักของแต่ละคนไม่ซ้ำกันเป็นลายเฉพาะบุคคลหรือแต่ละครอบครัวนั้นๆ ไม่มีรูปแบบตายตัว ความน่าสนใจนอกจากลายสักของชนเผ่า ท่วงท่าการเต้นระบำพื้นเมืองก็น่าสนใจอีกด้วยการเต้นที่ดูน่าเกรงขาม ร้องเพลง พร้อมแลบลิ้น ปลิ้นตาอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้รอยสักบนใบหน้าดูน่าเกรงขามและเร้าใจยิ่งนักค่ะ

 

รอยสักที่ปรากฏบนร่างกายของแต่ละประเทศมีรูปลักษณ์และจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ‘ใจรักที่กล้าหาญ’ของเจ้าของรอยสักมากกว่า เพราะต้องแลกมาด้วยความเจ็บเลือดซิบๆ