เอกชัย วรรณแก้ว มนุษย์เพนกวิน พิชิตคีรีมันจาโร

ดิฉัน / STORY / เอกชัย วรรณแก้ว มนุษย์เพนกวิน พิชิตคีรีมันจาโร

อาจารย์ที่วิทยาลัยเพาะช่างได้ตั้งฉายาให้เอกชัย วรรณแก้ว ว่า ‘มนุษย์เพนกวิน’ ชัดเจนว่ามาจากสภาพร่างกายของเขา

ekachai-1

แม้จะเกิดมาพิการ แต่เอกชัยไม่เคยรู้สึกว่าเป็นคนพิการเพราะสำหรับเขาแล้ว คนพิการหมายถึงคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แต่สำหรับเขา เขาทำได้ทุกอย่าง

อีกทั้งครอบครัวก็เลี้ยงดูเขามาอย่างคนปรกติ ด้วยความรักเต็มร้อย เป็นการสร้างความมั่นใจให้เขาส่วนหนึ่งว่าเขาก็เป็นคนเหมือนคนอื่นๆ สามารถทำอะไรก็ได้ถ้าใจอยากจะทำ เพียงแต่อาจจะทำได้ช้ากว่า หรือใช้ความพยายามมากกว่าเท่านั้นเอง ด้วยร่างกายอย่างนี้ เอกชัยว่ายน้ำได้ เล่นฟุตซอลได้ และวาดรูปได้สวยมากอีกด้วย

เมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา เอกชัยและคณะ The Impossible Dream ได้ทำฝันที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ขึ้นมา นั่นคือการขึ้นไปวาดพระบรมสาทิสลักษณ์บนจุดสูงสุดของภูเขาคีรีมันจาโร ซึ่งมีความสูง 5,895 เมตร

เอกชัย ซึ่งนอกจากจะมีอาชีพเป็นจิตรกรแล้ว ยังเป็นผู้บรรยายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจอีกด้วย ซึ่งได้นำให้เขามาพบกับคุณหนึ่ง วิทิตนันท์ โรจนพานิช นักปีนเขาที่เคยขึ้นไปถึงยอดเขาเอเวอร์เรสต์มาแล้วเขาเปรยเล่นๆกับคุณหนึ่ง วิทิตนันท์ว่า “ถ้าผมมีแขนขาเหมือนพี่ผมไปปีนบ้างแล้ว” และเขาก็ได้รับคำตอบกลับมาจากคุณหนึ่งว่า “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ การปีนเขา หลักใหญ่ๆแล้วอยู่ที่ใจ” เลยกลายเป็นความคิดที่จะพิชิตยอดเขาคีรีมันจาโรเมื่อปี 2556

เมื่อถามว่าเหตุใดต้องเป็นคีรีมันจาโร คุณหนึ่งอธิบายว่าแม้ว่าภูเขาลูกนี้จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย แต่ถ้าเทียบกับที่อื่นๆแล้วก็ไม่ยากจนเกินไป กับความสูง 5,895 เมตร สูงกว่าดอยอินทนนท์สองเท่า สำคัญก็คือการเตรียมความพร้อมของร่างกาย หากร่างกายไม่พร้อม ภูเขาลูกไหนก็อันตรายทั้งนั้น เพราะยิ่งสูงอากาศยิ่งเบาบาง มีโอกาสเป็นโรคแพ้ความสูงที่ทำให้มึนคลื่นไส้และอาเจียนได้แม้เอกชัยเคยเล่นกีฬาอยู่บ้าง แต่ก็ต้องมีการฝึกเพิ่ม โดยฝึกความอึดด้วยการปีนบันไดตึก 61 ชั้น “ผมไปที่โรงแรมบันยันทรี ฝึกทุกวัน ครั้งแรกใช้เวลาประมาณชั่วโมงนิดๆ ครั้งที่สองเหลือประมาณสี่สิบนาที แล้วก็รักษาระดับเวลานี้”

รอจนเกือบสามปีจึงได้เดินทางกันจริงๆ

ekachai-3

วันแรกที่ขึ้นนี่ หูย กลับไปบ้าน ปวดดดดไปทั้งตัว ระบมมาก คือผมต้องใช้ทั้งตัว คนอื่นเขาแค่ก้าวขาขึ้นบันได คุณก้าวหนึ่งก้าว ผมต้องสาม การขึ้นตึกบันยันทรีผมต้องคูณสามก็เท่ากับสองร้อยกว่าชั้น” เอกชัยเล่า พร้อมทำหน้าเหยเกแบบจำความรู้สึกนั้นได้ไม่มีวันลืม

เราเดินทางกัน 9 วัน เพื่อไม่ให้ร่างกายทรุดโทรมมากเกินไป เริ่มต้นกันที่ชีล่าพลาโต้ แล้วปีนไต่ระดับความสูงไปเรื่อยๆ จากสองพันกว่าเมตร ไปสามพัน สามพันแปด สี่พันหก ลงมาสามพันสาม ขึ้นไปสามพันแปดใหม่ แล้วจากนั้นก็ขึ้นไปห้าพันแปด แล้วลงมาสองพันกว่า แล้วก็กลับ

“เห็นสถานที่จริงครั้งแรกก็โอ้โห.. มองไม่เห็นยอดเลยครับ คิดว่าเดินไปเรื่อยๆ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด จบ ไม่คิดอะไรเยอะยิ่งคิดเยอะยิ่งกังวล แต่พอวันที่สามเริ่มคิดเยอะ ผมก็คุยกับเคี้ยง (บัดดี้) ว่าพาพี่ออกไปได้ไหม (หัวเราะ) ตอนนั้นความสูง 4,600 เมตรครับ ผมแพ้ความสูง มันปวดหัว กินพาราไปหกเม็ดเอาไม่อยู่อ้วกจนไม่มีอะไรจะอ้วก แล้วก็ได้ยาของพี่ในคณะเดินทาง แรงหน่อยเลยหลับ นึกอยู่ว่าถ้าเป็นอย่างนี้อีกวันก็ไม่ไหวแล้ว เพราะเหนื่อยจากการเดิน ถึงที่พักกินไม่ได้ นอนไม่หลับ แล้วมาอ้วกอีก จากเที่ยงคืนยันตีห้าไม่ได้นอนเลย ผมก็ให้ลูกหาบหาบไปช่วงหนึ่ง” เขายอมรับว่าไม่ได้ปีนเองทั้งหมด บางช่วงก็ต้องอาศัยลูกหาบช่วยพยุงช่วยแบกบ้าง

ekachai-7

“วันที่สามผมท้อมาก มันมีช่วงหนึ่งเดินผ่านที่จอดเฮลิคอปเตอร์ ผมยังล้อเล่นกับลูกหาบเลยว่าเรานั่งรอเฮลิคอปเตอร์เลยดีไหม ไม่ต้องขึ้นเขาแล้ว (หัวเราะ) ผมก็คิดว่าถ้าร่างกายเราไม่ไหวจริงๆ ถึงฝืนขึ้นไปเราก็วาดรูปไม่ได้แน่ๆ แล้วว่าถ้าพรุ่งนี้ยังไม่หายเราก็ต้องประมาณตัวเราแล้วล่ะว่าไม่ไหว” โชคดีที่อาการดีขึ้น ได้บัดดี้ที่นอนร่วมเต๊นท์คอยฟังเขาบ่นปรับทุกข์ และเส้นทางบางช่วงก็น่ากลัว ท้าทายสภาพจิตใจเขามาก และยังมีเงื่อนไขเรื่องเวลาเป็นตัวกดดันอีก เพราะต้องขึ้นไปถึงยอดสูงสุดให้ทันวันที่ 5 ธันวาคมให้ได้

“ตอนขึ้นนั่นอากาศแย่มาก ฝนตก หิมะตก หมอกลง มองไม่เห็นอะไรเลย เห็นแค่ทางเดิน ประมาณสิบเมตรยี่สิบเมตรไกลกว่านั้นไม่เห็นอะไรแล้ว ก็กังวล เพราะเมื่อขึ้นไปถึงผมไม่ได้มีภารกิจแค่ถ่ายรูปร้องเพลงสดุดีมหาราชา ไม่ใช่ ผมต้องเขียนรูป ถ้าอากาศปิดเราก็มองไม่เห็นสิ งานเข้า!

คิดดู สภาพอากาศลบยี่สิบกว่าองศา ผมต้องถอดเสื้อเขียนรูป ใส่เสื้อแล้วไม่ถนัด มันหนาเกิน ผมไม่ใช้เท้าเขียนนะครับ ถ้าเขียนรูปในหลวงหรือพระ ผมใช้ไหล่กับปากเท่านั้น ต้องถอดเสื้อเพราะจับพู่กันไม่ถนัด แล้วต้องใช้เวลาให้เร็วที่สุด ผมเลยนำหน้าพวกพี่เขาไปก่อน

ekachai-9

คุณหนึ่งขอเล่าเสริมว่า“ระหว่างที่เดินไป stellar point ผมสวดมนต์คุยกับเทวดาตลอด ไกด์คนหนึ่งถามผมว่าพูดกับใคร ผมบอกพูดกับเทวดาเจ้าเขา เจ้าป่า ท้าวจตุมหาราชิก ผมขอว่าเมื่อถึง stellar point ขอให้ฟ้าเปิด ผมบอกเทวดาบอกว่าแสงจะสว่างตรงสเตลล่าพอยท์ ไกด์เขาก็หันมามองหน้าผมแล้วส่ายหัวบอกเป็นไปไม่ได้ คือตอนนั้นน่ะ ฝนตกหิมะตก ฯลฯ” ผมก็ไม่พูดอะไร เดี๋ยวดูละกัน

หลังจากนั้นสักชั่วโมงหนึ่งเดินถึงสเตลล่าพอยท์ ถึงปุ๊บฟ้าเปิด เหมือนเปิดสวิตช์เลย เอกก็รอตรงนั้นอย่างหนาว ผมถึงไล่ให้กลับไปเดินให้ถึงจุดที่สูงที่สุด คือตรงนี้ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้นะครับ แต่ผมบอกเทวดาว่าพวกเรามาทำสิ่งดีเนื่องในโอกาส 88 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วเราทำด้วยความรัก ความเชื่อ ความศรัทธา ขอเถอะ ขอให้เทวดาช่วยหน่อย ขอให้รถพระอาทิตย์ออกมา ขอให้หมู่เมฆาเปิดทางให้ ให้เอกชัยได้วาดพระบรมสาทิสลักษณ์ แล้วเราจะร้องเพลงสดุดีมหาราชาจบ แล้วค่อยปิดฟ้าเหมือนเดิม พูดจบปั๊บผมหยิบพระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นชู พระอาทิตย์ส่องเป็นแสงเดินมาตรงไหนแสงเปิดตาม จนมาถึงยอดเขาเลย” นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ไม่มีใครอธิบายเหตุผลได้ และทำให้ภารกิจของเอกชัยลุล่วงราบรื่น

ekachai-6

“ตอนที่ผมถอดเสื้อเขียนรูป ผมเขียนประมาณ 10 กว่านาที ไม่รู้สึกหนาวเลย พอร้องเพลงเสร็จ เก็บข้าวของเสร็จฟ้าปิด เป็นสภาพเก่าเลย..ผมดีใจ ภูมิใจนะ แล้วก็คิดไม่ถึงว่าจะไปถึงยอดได้เพราะจะเดี้ยงตั้งแต่วันที่สามแล้ว เออ แต่นี่เราก็มาถึงได้นะ ก่อนมาคนที่เมืองไทยทุกคนให้กำลังใจ บอกเธอต้องทำได้ แล้วก็ได้กำลังใจจากพี่ๆที่ไปทริปนี้ด้วยกัน เยอะมากๆ

…รูปที่วาดบนนั้นผมจะทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระเทพฯครับ

ekachai-5

พอกลับมาถึงกรุงเทพฯเข้าโรงพยาบาลเลยครับ การเดินทางครั้งนี้ให้ความอดทนผมมากกว่าเก่า การอดทนครั้งนี้คือทางด้านจิตใจมากกว่า เยอะมาก ความมุ่งมั่นมีเพิ่มเป็นทวีคูณ และความรับผิดชอบสิ่งที่รับปาก ผมเป็นคนที่ถ้ารับปากใครแล้วผมจะทำ

อีกอย่างหนึ่งคือผมเคยเป็นวิทยากรมาสามสี่ปี ตอนนี้ผมรู้จริงๆว่าคนไทยตอนนี้ที่ขาดจริงๆไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นกำลังใจ เพราะคนเราถ้าเจอความลำบาก อะไรที่ไม่เคยทำเหมือนผมขึ้นเขา มันอยากกลับว่ะ ตอนนั้นมโนเลย มาทำไมวะเนี่ย แล้วก็ไม่ใช่ว่าเหนื่อยแล้วจะได้นอนโรงแรมดีๆ นี่นอนเต๊นท์ นอนไม่หลับ กินไม่ได้ โคตรทรมาน ผมก็เลยอยากเอาตรงนี้มาเป็นเงาสะท้อนให้กับคนพวกหนึ่งที่กำลังท้อ ให้ดูที่การกระทำของผม บางคนก็ดูถูกว่าไม่ได้ขึ้นเอง มีคนช่วยนี่ ผมก็ตอบว่า ผมคิดแล้วผมทำ ดีกว่าคิดแล้วไม่ทำ ผมทำสิ่งที่ดี ผมไม่ได้บอกว่าผมดีร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ผมทำ

ผมไม่ได้เอาชนะใครหรอก ผมเอาชนะตัวเอง ใครบอก เฮ้ย คุณทำไม่ได้หรอก ผมจะลองทำดู ถึงทำไม่ได้ผมก็จะยืดอกบอกว่าผมได้ลองทำแล้ว” กับอาชีพบรรยายให้กำลังใจคนที่เขาทำอยู่ในปัจจุบันนั้น ตัวเขาเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะทำได้

ekachai-10

จากคนที่คิดว่าคนรอบข้างเห็นเขาแล้วคิดว่าพ่อแม่ต้องเลี้ยงไปจนวันตาย คงไม่รอด คงเดินไม่ได้ คงไม่ได้เรียน จนมาถึงจุดที่ช่วยตัวเองได้ และทำได้ดีด้วย

“ผมเองก็ไม่เคยมองว่าตัวเองพิการ นิยามของผมคนพิการคือคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เด็กเกิดใหม่พิการครับ ช่วยตัวเองไม่ได้ ตอนแก่มากๆก็ช่วยตัวเองไม่ได้”

ผมว่าสิ่งที่มีชีวิตรักชีวิตตัวเองหมด แม้กระทั่งหมาขี้เรื้อน แต่รักยังไงเท่านั้น สมเด็จพระเทพฯเคยตรัสว่า “ถ้าเราไม่รู้จักให้ เราอย่าไปรับ คนที่ทำอะไรไม่เป็นคือคนไม่กล้า”