ชีวิต ‘ง่าย’ ไปไหม

ดิฉัน / STORY / ชีวิต ‘ง่าย’ ไปไหม
ขอบคุณผู้อ่าน ‘ดิฉัน’ ที่น่ารักอีกครั้ง ในพื้นที่คอลัมน์ของตัวเองนะคะ ไม่นานมานี้ มีงานแถลงข่าวหนังสือ ‘รักนะ ตัวเอง’ ที่พารากอน มีคนไปให้กำลังใจกันเพียบ พี่ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาจับมือแล้วบอกว่า พี่ไม่รู้จักคุณเป็นการส่วนตัวนะ ไม่เคยฟังรายการวิทยุของคุณด้วยแต่พี่อ่าน ‘ดิฉัน’ พี่เลยอยากขึ้นมาขอจับมือและให้กำลังใจว่า พี่อ่านอยู่ทุกครั้งนะ ดีใจและขอบคุณที่สุดเลยค่ะ มือคนธรรมดาๆแอบหยาบเล็กน้อยอย่างหนูได้กำลังใจจากพี่เยอะมาก รวมถึงผู้อ่านที่น่ารักทุกคนด้วย

วันก่อนไปอ่านเจอข่าวหนึ่งพูดถึงเด็กวัยรุ่นญี่ปุ่น ที่ตอนนี้เขามีระบบให้เลือกเรียนด้วยตัวเอง คือเรียนจากที่บ้าน เรียนอยู่ในห้องของตัวเอง ปัญหาที่ตามมาคือไร้เพื่อน ไม่รู้จักวิธีการเข้าสังคม และยอมรับตัวเองไม่ได้ที่ไม่มีสังคม ต้องแอบไปกินข้าวคนเดียวในห้องน้ำ เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าตัวเองไม่มีเพื่อน เกิดธุรกิจ ‘เพื่อนเช่า’ ให้เช่าคนไปเดินช้อปปิ้ง ไปเที่ยว ไปปาร์ตี้ด้วย บ้างจ่ายเป็นรายชั่วโมง บ้างจ่ายเป็นรายวัน ชีวิตมันเศร้าไปไหม? เพื่อนไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตเดินไปเดินมา ที่เอาไว้พาไปไหนด้วย การเป็นเพื่อนกัน คือรักและหวังดีต่อกันสื่อสาร เอาใจใส่ดูแลกัน ไม่ใช่เอาเงินให้ฉันแล้วฉันจะไปด้วย ประเทศสวยๆอย่างญี่ปุ่นกลับมีปัญหาผู้คนที่วุ่นอยู่กับความสุดโต่งบ้างทำงานจนเครียด เครียดจนเสียชีวิตจากความเหนื่อยล้าของการทำงาน ต้องมีโรงเรียนสอนยิ้ม เพราะบางคนวนๆอยู่กับความทุกข์ จนสัมผัสความสุขไม่ได้ ยิ้มง่ายๆยังทำไม่ได้เลย ในข่าวที่อ่านเขาตั้งคำถามว่า “โลกนี้นับวันยิ่งอยู่ยากขึ้ทุกทีจริงไหม”

หรือจริงๆ โลกไม่มีอะไรซับซ้อน แค่เราไปซับซ้อนกับการใช้ชีวิตอยู่บนโลก เรื่องที่ควรจะง่าย ก็ไปทำให้มันยุ่งยาก เรื่องที่ควรจะยุ่งยาก คิดมากๆ ก็กลับตัดสินใจง่ายๆง่ายซะจนสุดท้ายต้องมานั่งแก้ปัญหาใหม่ที่เกิดจากความมักง่ายของตัวเรา

ศุกร์หนึ่งนั่งจัด Club Friday มีผู้หญิงคนหนึ่งโทฯเข้ามาเพื่อปรึกษาปัญหา หลังจากเพิ่งแต่งงานไปได้แค่ 15 วันคุณสามีขอเลิก บอกว่าที่ผ่านมารู้สึกแค่ว่าเป็นพี่กับน้อง ถามไปถามมาได้ความว่า รู้จักกับผู้ชายคนนี้มา 7 ปี เขาเป็น play boy เราเป็น play girl ต่างคนต่างรักสนุกจะมาทุกข์ก็ตอนเริ่มคบกัน ต่างรู้เขารู้เราเพราะเป็นนักเที่ยวด้วยกันทั้งคู่ มาคบกันจริงๆจังๆได้แค่ปีเดียว ก็ท้องค่ะ เป็น play girl แบบไหนถึงไม่รู้จักวิธีป้องกันตัว พอพ่อเรารู้พ่อไม่ยอม เลยต้องบีบบังคับให้เขามาแต่งงาน

ตอนแรกเขาไม่ยอมรับ จนในที่สุดก็ต้องทำอย่างที่พ่อแม่เราบังคับ แต่งงานแล้วก็ยังต้องแยกกันอยู่ คนละจังหวัดเพราะต่างคนต่างมีหน้าที่การงานต้องทำคนละที่ เขาก็ดูแลเราดี โทฯมาถามทุกวัน ลูกในท้องเป็นยังไง กินข้าว กินยาบำรุงบ้างไหม อย่านอนดึก เดี๋ยวลูกไม่แข็งแรงแม้การแต่งงานจะเริ่มต้นจากการบีบบังคับ แต่พอเห็นเขาดูแลลูกในท้องและเราเป็นอย่างดี ก็เริ่มรักและผูกพันมากขึ้นเรื่อยๆ จัดพิธีแต่งงานเสร็จสรรพเรียบร้อย ในใจยังคิดว่า เราได้เจอคนที่เรารักและรักเราจริงๆแล้ว ใช้ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ด้วยกันมีความสุขกับการสร้างครอบครัว อนาคตจะเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เรียนรู้ไปด้วยกัน

แต่คิดอย่างนั้นได้ไม่นาน ปรากฏว่าแท้งลูก เด็กในท้องไม่เจริญเติบโตต่อว่าที่คุณแม่ร้องไห้เสียใจ เป็นความเศร้าที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งในชีวิต พอบอกกับสามี เขาก็อึ้งๆไป คาดว่าเขาก็เสียใจไม่แพ้กัน แต่ความเสียใจนั้น กลับแสดงออกมาโดยการหนีหายไป ไม่คุย ไม่ติดต่อ ภรรยาโทฯหา ก็บอกว่าไม่ว่างรับสาย ในที่สุดก็ไม่โทฯกลับ การไม่รับโทรศัพท์ กลายเป็นเรื่องทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งเขาพูดว่า เราเลิกกันเถอะ เราเข้ากันไม่ได้หรอก ชีวิตคู่ในระยะยาวน่าจะไม่รอด เพราะเราต่างกันมาก อีกอย่างที่ผ่านมาก็ไม่เคยรักรู้สึกต่อกันแค่เป็นพี่เป็นน้อง เหรอ!! พี่น้อง แต่ทำให้ท้องได้ด้วย

เขาบอกว่าเขาไม่ใช่คนดีอะไรนัก เธอน่าจะเจอคนที่รักและดูแลเธอได้ดีกว่านี้ โอ้โห..สารพัดประโยคคลาสสิกของการบอกเลิกถูกขุดขึ้นมาพูดเป็นชุดๆ เพื่อจะหยุดความสัมพันธ์ให้ได้ สิ่งที่แย่ที่สุดในตอนนั้นคือ แล้วงานแต่งงานที่เกิดขึ้นสองอาทิตย์ก่อนหน้านั้นคืออะไร

ที่น้องโทฯเข้ามา เพราะกำลังหาวิธีบอกกับพ่อแม่เรา ซึ่งจริงๆปัญหาที่ต้องแก้มันไม่ใช่แค่นั้น พ่อแม่เรายังไงก็ข้างเราแค่บอกเขาตามตรง ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนอยากผลักลูกลงนรก เคยเห็นคุณพ่อบางคนมีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต กำลังจะจัดงานแต่งงานให้ลูกสาวกับว่าที่เจ้าบ่าวที่ดูใจกันมาหลายปี ดันมาจับได้ทีหลังว่า ผู้ชายมีผู้หญิงคนอื่นคบซ้อนอยู่ คุณพ่อประกาศยกเลิกงานแต่งงานทันทีก่อนถึงวันงานไม่กี่วัน พ่อบอกว่า หน้าตาพ่อไม่สำคัญเท่าหัวใจลูก แต่งงานไปแล้วทุกข์ สู้มาเป็นลูกที่มีความสุขอยู่ใกล้ๆพ่อแม่ดีกว่า

แต่ถ้าอยากจะเลิกกันไปจริงๆ เลิกวันนี้เลิกเดือนหน้า หรือปีหน้าเดี๋ยวก็ได้เลิก แต่ก่อนเลิก คิดให้มากๆก่อนดีไหม ที่ผ่านมาเราคิดกันง่าย คบกัน เกินเลยกัน พอท้องก็แต่ง พอแท้งก็เลิก ชีวิตมันง่ายไปหน่อย ลองคุยกันดีๆอีกที ตกลงตอนนี้เราไม่รู้สึกดีต่อกันแล้วใช่ไหม ถ้ายืนยันจะเลิก เราจะต้องไปบอกกับพ่อแม่ 2 ฝ่ายยังไง อย่างน้อยถ้าจะจบกันไป ก็น่าจะจบดีๆ ไม่ใช่ผลีผลามแต่ง 2 อาทิตย์เลิก ทั้งหมดคือบทเรียนกับการตัดสินใจเลือกใครในครั้งต่อไป ถ้ามองว่าชีวิตมันง่ายไปซะหมด เราอาจจะสร้างปัญหาใหม่ไม่รู้จบ

เรียนรู้จากชีวิตใครๆ เผื่อได้คำตอบในชีวิตเราเอง ยุคนี้เราตัดสินใจกันไว จนรับผิดชอบในภายหลังไม่ทัน เวลายังเป็นคำตอบของทุกสิ่ง ขอแค่รอให้ได้จริงๆเถอะ


เรื่อง: ดีเจนภาพร คอลัมน์ หัวใจคุยกัน