งี่เง่าอย่างเข้าใจ

ดิฉัน / STORY / งี่เง่าอย่างเข้าใจ
วันนี้มีโอกาสไปคุยให้น้องๆในโครงการ กบนอกกะลา จูเนียร์ ฟังน้องกำลังทำรายการสารคดีสั้นประกวดกันค่ะ เด็กไทยเรานี่เก่งขึ้นทุกวัน มัธยมกระโปรงบาน ขาสั้น ผลิตสารคดีกันแล้ว ฟังสิ่งที่น้องคิดแล้วชื่นใจ และแอบหวั่นใจไปในเวลาเดียวกัน ผู้ใหญ่เราปลูกฝังทัศนคติบางอย่างให้เด็กไปแล้วอย่างไม่รู้ตัว

shutterstock_512346517-1

น้องผู้หญิงคนหนึ่งยกมือขึ้นแล้วเสนอว่า ตัวเองจะทำสารคดีเรื่องเครื่องจักรสาน กระเป๋างานฝีมือของไทย “ถามพี่ๆหน่อยค่ะ ทำไมคนไทยถึงไม่ใช้กระเป๋าสาน? มัวแต่ไปใช้ของแบรนด์เนมกันอยู่นั่น” น้ำเสียงและอารมณ์ น้องเล่นใหญ่มากยังคุยให้น้องฟังไปว่า น้องก็ไปทำสารคดีหาข้อมูลมาให้รู้สิว่า เครื่องจักรสานมีข้อดี ข้อเสียยังไง วัสดุหายากง่ายแค่ไหน แล้วที่เราไม่ใช้เพราะคนส่วนใหญ่มองว่ายังไง และในที่สุด มันไม่น่าสงสัยหรือ ที่คนมักถือกระเป๋าแบรนด์เนม เขามีวิธีการแบบไหนที่ทำให้กระเป๋า 1 ใบนิยมใช้กันไปทั่วโลก ราคาเป็นหมื่น เป็นแสนหรือเป็นล้าน ทำไมคนถึงยอม และถ้าวันหนึ่งน้องจะทำกระเป๋าสานให้ดังแบบนั้นเราต้องทำยังไง ดีกว่ามานั่งด่าว่า คนไม่รักเมืองไทย ถึงไปใช้กระเป๋าแบรนด์เนม อีกคนยกมือขึ้น แสดงความเห็นต่อทันที “หนูเป็นคนสระบุรีค่ะ เลยจะทำสารคดีเรื่องพระพุทธบาท เพราะงงที่คนไทยมีของดีแต่ไม่เคยทำความรู้จักฮันนีมูนทีก็ต้องไปต่างประเทศ” แน้ ไปกระแนะกระแหนคนอื่นอีกแล้ว เราเริ่มมีทัศนคติแบบนี้ค่ะ ใครที่ไม่เห็นด้วยกับเรา

เขาเริ่มมีความผิด ใครคิดต่าง เราต้องห่างกันไปยืนคนละฝั่ง น้องจ๋า ถ้าคนทั้งโลกคิดแต่จะอยู่ในบ้านตัวเอง ประเทศเราคงไม่มีรายได้จากการท่องเที่ยว เราไปมาหาสู่กันเพื่อเรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน คนที่ไปต่างประเทศ ไม่ใช่เขาไม่รู้จักหรือไม่เคยไปพระพุทธบาทในสารคดีของน้อง น้องจะต้องนำเสนอยังไงให้คนไทยอยากไปสัมผัส และมากกว่านั้น ทำยังไงให้คนในประเทศอื่นอยากจะมาเห็นพระพุทธบาท ในบ้านเกิดของน้องสักครั้ง อารมณ์คงคล้ายๆการตำหนิคนไทยที่ไม่ช่วยดูหนังไทย ซึ่งความจริง ถ้าหนังไทยเรื่องนั้นดีใครจะไม่ดู ทำหนังให้ดี เดี๋ยวมีคนดู ไม่ใช่หนังไทยทำออกมาแบบไหนก็ได้ แล้วเรียกร้องคนไทยให้ไปดูเหมือนช่วยกันทำบุญ

หรือตอนนี้ส่วนใหญ่เรามักมองโลกในแง่เดียว โดยเฉพาะมองโลกในแง่เรา แล้ว มองว่าเขาผิดเสมอที่ไม่คิดหรือรู้สึกอย่างเดียวกัน หลายครั้งเราแสดงความคิดเห็นทั้งที่ยังไม่ได้เห็น บอกว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตัดสินกันด้วยมาตรฐานของเรามีหลายเรื่องในโลกนี้ไม่มีผิด ไม่มีถูก มันมีแค่เหมาะหรือไม่เหมาะ ถูกใจหรือไม่ถูกใจ

ครั้งหนึ่งในรายการ Club Friday มีผู้ชายคนหนึ่งโทฯเข้ามาเล่าถึงผู้หญิงที่เขารักมาก แต่ยากจะเข้าใจ เขาเล่ามาเล่าไปคนที่ยากจะทำความเข้าใจน่าจะเป็นตัวเขาเอง

“พื่อ้อย พี่ฉอดครับ ผมยอมรับว่าตัวผมเป็น playboy ชอบเที่ยวกลางคืน แต่ก็ไม่เคยสร้างปัญหาอะไรให้ระคายใจ แฟนผมนะครับ คบกับเธอมา 5 ปีแล้ว เราตกลงกันว่าจะใช้ชีวิตด้วยกันก่อน เพื่อเรียนรู้ว่าเราจะแต่งงาน ใช้ชีวิตคู่กันได้ไหม เธอก็โอ.เค.นะครับ พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายรับรู้ แต่สิ่งที่ผมหงุดหงิดใจทุกครั้ง คือแฟนผม ย้ายมาอยู่กับผม แต่เขาก็ยังมีสังคมอยู่แถวบ้านเดิมเขา เขามักจะขอไปหาเพื่อน ไปหาพี่ ไปหาญาติที่บ้านเขาบ่อยๆ คือผมเข้าใจนะครับว่าต้องมีสังคม แต่บางทีเขาไปบ่อยมาก พอคุยกัน เขาก็บอกว่า ทีผมไปเที่ยวกลางคืนได้บ่อยๆล่ะ ซึ่งจริงๆผมลดลงไปเยอะมากแล้วครับพี่ แต่เขามักเอาเรื่องนี้มาใช้เป็นเงื่อนไขทุกครั้ง”

“เขาไปแล้วกลับดึกเท่าที่เราไปเที่ยวหรือเปล่าล่ะคะ” ถามไปไม่ใช่เข้าข้างแต่อยากรู้จริงๆค่ะ

“ไม่ครับ ก็กลับค่ำๆ แต่ผมไปเที่ยวก็แน่นอนครับต้องกลับดึกหน่อย ผมเป็นผู้ชายประเภท กลับมาบ้านก็อยากเห็นเขาอยู่ในบ้านแล้วอ่ะครับ ทะเลาะกันบ่อย มากระยะหลังๆ แล้วอีกอย่าง พี่อ้อยพี่ฉอดครับ ผมถามหน่อย อะไรเป็นเหตุผลของผู้หญิงที่จะไม่ทำงานบ้านครับ คือผมไม่เข้าใจ ทำไมเขาไม่เป็นแม่บ้านแม่เรือน ผมเคยขอเขาหลายครั้ง แต่เขาบอกว่าพยายามอยู่ ผมไม่รู้ว่าอนาคตจะอยู่ด้วยกันได้จริงหรือ ถ้าเป็นแบบนี้”

“แล้วเมื่อไหร่ เราจะหยุดเป็น playboy ได้ล่ะคะ” ถามแทนผู้หญิง

“ก็เอาไว้แต่งงานก่อนอ่ะครับ แต่ตอนนี้ผมก็อุตส่าห์เที่ยวน้อยลงไปตั้งเยอะ”

“แล้วถ้าเขาบอกว่า เอาไว้แต่งงานแล้วค่อยทำงานบ้านล่ะ??”

เขาหัวเราะ “คือพี่ครับ ผมว่ามันไม่เหมือนกัน” เอ๊า!! ทำไมเราต้องได้รับสิทธิพิเศษเสมอล่ะคะ จริงๆผู้หญิงควรมีความเป็นแม่บ้าน เห็นด้วยค่ะ แต่ไม่ได้แปลว่า ความไม่เป็นแม่บ้านแม่เรือนจะทำให้เธอดูผิดมากจนยากจะอยู่ในโลกใบนี้ รักกันในข้อดี หยวนๆในข้อเสีย แต่ถ้าเพลียจิตมากๆก็คุยกัน ชวนกันทำงานบ้าน ชวนกันทำกับข้าว ใช้ศิลปะในการร้องขอไม่ใช่นั่งรอแล้วบ่นเอา งานบ้านก็ไม่ได้สงวนสิทธิ์สำหรับเพศหญิงเท่านั้น ถ้าเราช่วยกันทำ ชื่นชมในสิ่งที่เธอพยายามและลดการใช้คำว่าอุตส่าห์ ในการปฏิบัติตัวของเรา ทุกอย่างน่าจะดีขึ้นไม่มากก็น้อย

รักกันไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาจะเปลี่ยนกันเจอคนที่รักกัน ต้องหมั่นถามตัวเองว่า ‘อยากให้’ อะไร ไม่ใช่ปักหลักว่าฉัน ‘อยากได้’ อะไร อยากให้เธอเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ให้ได้ดั่งใจเรา แต่กลับเรียกร้องให้เขายอมรับในสิ่งที่เราปรับไม่ได้ มันไม่ค่อยแฟร์ นี่ขนาดยังไม่แต่งงาน ยังเริ่มเห็นสัญญาณอันตราย ทำไมเธอไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่ฉันอุตส่าห์ทำไปแล้วตั้งเยอะ เคยไปกับเธอไหม ไปด้วยกัน ไปดูว่าสังคมตรงนั้นคืออะไร ญาติพี่น้อง เพื่อนพ้อง เขาคุยเรื่องอะไรกัน ไหนๆเราก็จะเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว playboy อย่างเรา พาแฟนไปเที่ยวด้วยบ้างบางครั้งได้ไหม เธอจะได้คิดออกว่าเราติดใจอะไรนักหนา ถึงได้ออกมาแทบทุกคืน เราจะได้เห็นภาพกัน ในวันที่เราไม่ได้ไปด้วยกัน

ถ้าอยากทำให้ อย่าใช้คำว่า ‘อุตส่าห์’ ไม่มีใครในโลกนี้สมบูรณ์แบบ เธอแย่ตรงนั้น ฉันแย่ตรงนี้ เธอน่ารักตรงไหน มันพอจะกลบได้ไหมกับข้อเสียที่เธอมี

เรารักกันไม่ต้องพยายามเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เราทำได้แค่ปรับ ไม่มีใคร ไม่คาดหวังกับความรักและคนรัก แต่คาดหวังไป ทำความเข้าใจไปได้ไหมว่าคนเราไม่เหมือนกัน เธอยืนอยู่ตรงนั้น แต่ฉันมองเธอจากตรงนี้ คนที่จะเดินไปด้วยกัน จับมือกัน ยังใช้มือคนละข้างจับกันเลยถึงจะเดินไปด้วยกันได้ คิดมุมเรา แต่ฟังมุมของเธอบ้าง ถ้าเรายังอยากยืนอยู่ข้างๆกัน


เรื่อง: ดีเจนภาพร คอลัมน์ หัวใจคุยกัน