‘คุณชาย’ มาเกิด

ดิฉัน / STORY / ‘คุณชาย’ มาเกิด
หรืออาชีพขายบริการจะหายไปจากโลกนี้จริงๆ

shutterstock_582233926-1

ไม่นานมานี้ มีข่าวที่ดังไปทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์เขาทำการวิจัยและทำนายว่าในปี ค.ศ. 2050 จะมีหุ่นยนต์ทั้งผมบรอนด์ ผมสีน้ำตาลนับร้อยๆตัวเดินบนถนนกันยั้วเยี้ยด้วยชุดจีสตริงและชุดชั้นใน ใครอยากเต้นรำ หรือแม้แต่มีอะไรเกินเลยก็สามารถทำได้ โดยคิดค่าใช้จ่ายครั้งละเกือบหมื่นดอลล่าร์ หุ่นที่ว่าจะมีหลากหลายเชื้อชาติ อายุ ภาษา หรือแม้แต่รูปร่างที่มีให้เลือกตอบสนองต่อสารพัดความต้องการ เขาเชื่อว่าจะเป็นกิจการที่เจริญก้าวหน้า เพราะคนที่ใช้บริการจะมั่นใจได้ว่าปลอดภัยไม่ติดโรคและไม่รู้สึกบาป ว้าววว!! ความรู้สึกนี้ยังมีอยู่จริงใช่ไหมคะในโลกใบนี้

หุ่นเหล่านี้ทำจากไฟเบอร์ต้านเชื้อโรค สามารถป้องกันโรคติดต่อได้ ขณะที่สภาเมืองจะเป็นผู้ควบคุมการค้าบริการทางเพศของหุ่นยนต์โสเภณีเหล่านี้ รวมทั้งกำหนดเรื่องราคาค่าบริการชม.ทำงาน และรูปแบบการให้บริการทางเพศด้วย ซึ่งมองกันว่าถ้าธุรกิจนี้เจริญก้าวหน้า นั่นแปลว่า มนุษย์ที่ยึดอาชีพนี้มา ก่อนหน้า มีสิทธิ์ตกงานเหมือนกัน เหล่าบรรดาสถานขายบริการหรือแม้แต่ถนนคนยืนทั้งหลาย คงเงียบหงอย ปล่อยให้หุ่นยนต์เดินนมพุ่ง แย่งงานกันเห็นๆ

ก่อนหน้านี้ในเนเธอร์แลนด์ ก็มีการวิจัยลักษณะเดียวกัน คือปีค.ศ. 2050 มนุษย์อาจจะแต่งงานและมีเพศสัมพันธ์กับหุ่นยนต์ได้เป็นเรื่องปรกติ ฟังดูเหมือนจะมีอาการป่วยๆทางจิตอยู่นะคะ แต่ไม่แน่อะไรก็เป็นไปได้บนโลกใบนี้ รักกับโลกเสมือนจริง โลกจินตนาการ เพราะในที่สุดหุ่นยนต์เหล่านี้ก็ไม่ได้มีหัวใจ

แต่ยุคนี้ พ.ศ. นี้ มนุษย์ยังมีเลือดมีเนื้อ หัวใจขนาดใหญ่ก็แค่กำปั้น ถ้าจะรักช่วยดูแลกันไปถึงข้างใน มีเยอะนะคะ มนุษย์ที่รักได้ร้องไห้เป็น แต่บางคนยังเห็นเธอเป็นแค่หุ่นยนต์

น้องผู้หญิงคนหนึ่งโทฯเข้ามาเล่าให้ฟังใน Club Friday วันนั้นเราคุยกันในชื่อตอน ‘รักนะ แต่หมดความอดทน’ น้องเป็นผู้หญิงที่อดทนจนน่าจะได้อนุสาวรีย์เป็นของตัวเองจริงๆ แต่งงานใช้ชีวิตคู่มา 8 ปี กับผู้ชายที่มีความเชื่อมาตลอดว่า ภรรยาต้องเป็นคนที่ตื่นก่อน นอนที่หลัง ดูแลปรนนิบัติสามี ซึ่งฟังดูก็เข้าใจได้ แต่มันก็น่าจะปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เวลา และเงื่อนไขการใช้ชีวิต แม่หญิงยุคก่อนอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน รอสามีกลับมา เพื่อถวายงานปรนนิบัติพัดวี แต่หญิงยุคนี้ก็ต้องออกไปทำงาน ช่วยพ่อบ้านหาเงิน กลับมาเหนื่อยแทบขาดใจ แต่งานบ้านและการบ้าน คงขาดตกบกพร่องไม่ได้เช่นกัน

นอกจากเป็นภรรยา อีก 1 ตำแหน่งทางสังคมคือลูกน้องของสามีแสนเจ้าระเบียบ ตัวเองเป็นเซลส์ สามีเป็นผู้จัดการฝ่ายขายการเพิ่มยอด เพิ่มรายได้คือแรงกดดัน อย่าคิดนะคะว่า เป็นสามีภรรยาแล้วจะเข้าข้างกัน ตรงข้ามเมื่อไหร่เกิดความผิดพลาดสามีสามารถด่าภรรยา โชว์ศักยภาพความเป็นผู้นำต่อหน้าลูกน้องคนอื่นลั่นบริษัท ตัวน้องทั้งเสียใจและน้อยใจ พยายามใช้ความเข้าใจ เพื่อบอกตัวเองไว้ให้อดทน

แล้วอีก 1 ตำแหน่งแสนยิ่งใหญ่ ที่เธอได้รับต่อมาก็คือ แม่เธอตัดสินใจขอสามีพักงานนอกไว้สักพัก เพื่อให้เวลาลูกรักอย่างเต็มที่

เหนื่อยแทบขาดใจ แต่ยังไงเธอก็ต้องเป็นภรรยาที่สามีฝันไว้ให้ได้ งานบ้านทุกอย่าง การปรนนิบัติสามี และการเป็นแม่ที่ดีมีอยู่ทุกลมหายใจ ลูกโตขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาใหม่ก็มีมาให้แก้เพิ่มขึ้นทุกวัน ช่วงหนึ่งลูกชายเป็นโคลิคค่ะ ร้องไห้เป็นเวลาเดียวกันทุกวันคือ 1 ทุ่มยาวไปถึง 3-4 ทุ่ม ทำยังไงก็ไม่หยุดร้อง คุณแม่มือใหม่ตกใจอยู่แล้ว ที่แย่กว่าคือสามีก็ตำหนิว่าเธอเลี้ยงลูกแย่ เป็นแม่ประสาอะไร ทำให้ลูกเป็นแบบนี้ เขาเองเข้าบ้านไม่มีความสบายใจ วันไหนเอางานกลับมาทำ ก็ไม่มีสมาธิทำงานเพราะได้ยินแต่เสียงลูกร้องลั่นบ้านตลอด

บางวันดูลูกจนทำงานบ้านไม่ทัน สามีกลับมา เธอเลยขอเขาว่า อุ้มลูกสักแป๊บได้ไหม เธอยังไม่ได้อาบน้ำเลย สามีแทนที่จะเข้าใจ กลับโมโหใส่

“ฉันบอกเธอแล้วไง จะทำอะไร ต้องทำให้เสร็จก่อนฉันกลับมางานนอกบ้านเหนื่อยแค่ไหนเธอก็รู้ ฉันหาเงินให้เธออยู่บ้านยังจัดการงานอะไรไม่ได้อีก” อย่าว่าแต่น้องเสียใจ พี่ไม่เกี่ยวอะไรยังน้อยใจแทนเลย

งานบ้านไม่ได้เหนื่อยน้อยกว่างานไหนในโลกนะคะ เงินเดือนไม่มี แต่ที่ทำเพราะรักและอยากให้คนในบ้านมีความสุข

ครั้งหนึ่งน้องดูลูกกล่อมลูกจนเหนื่อยอ่อนหลับไปพร้อมกับลูกสามีก็ว่า “นี่ฉันยังไม่ได้นอน เธอนอนแล้วเหรอ สามีทำงานดึกๆดื่นๆภรรยาแทนจะดูแล หาน้ำ หานม ไว้ให้กิน กลับหนีมานอน”

โอ้โห…ประเทศเราเลิกทาสมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่บางบ้านยังเลี้ยงดูเยี่ยงทาสกันอยู่เลย น้องพูดอยู่ประโยคหนึ่งช่างน่าเห็นใจ

“พี่คะ หนูเป็นได้ทุกอย่างของเขา เป็นลูกน้อง เป็นคนใช้เป็นแม่บ้าน แต่ที่ไม่ได้เป็นคือคนรัก”

น้องร้องขอสามีให้หาคนมาช่วยทำงานบ้าน เพื่อแบ่งเบาภาระหน้าที่ที่มี แต่กลายเป็นว่าผู้หญิงฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักค่าของเงิน อะไรทำได้ไม่ทำ จะหาคนมาทำไม ให้ค่าใช้จ่ายมันเพิ่มขึ้น

ฟังไปยังแอบคิดตามไป ก่อนจะบอกว่าเขาใจร้ายกับเราขนาดไหน ครึ่งหนึ่งความผิดนั้นอยู่ที่เรา ยังถามน้องไปว่า เขาเป็นแบบนี้ตั้งแต่ต้นไหม น้องบอกว่า ใช่ แล้วตอนแรกทำไมน้องทนได้น้องเงียบไปแล้วบอกว่า จริงๆก็ไม่ไหวตั้งแต่ต้น แต่เพราะรักเขาเลยไม่อยากพูดอะไร นี่ล่ะค่ะเหตุผลข้อใหญ่ที่ทำให้เขากลายเป็นแบบนี้

อะไรก็ตาม ถ้าทำให้ไม่ได้ ต้องบอกกัน อย่าเงียบงัน แล้วมาบอกทีหลังว่าทนไม่ไหว อะไรก็ได้ ไม่มีอยู่จริงค่ะ ทุกคนมีสิทธิ์เลือก มีสิทธิ์บอก มีสิทธิ์ ที่จะรักษาสิทธิ์ในการหวงความสุขของตัวเองไว้บ้าง ถ้าเริ่มต้นปักหลักที่จะอดทน นานๆไปอีกฝ่ายก็จะกลายเป็นคนที่เคยตัว

ช้างเท้าหน้า ช้างเท้าหลัง ยุคนี้ถ้ายังมีก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ยุคไหนๆก็ไม่มีช้างใดเอาเท้าหน้ากระทืบเท้าหลังจนพังยับเยินเราเดินไปด้วยกัน สุขไปพร้อมกัน ไม่ใช่อีกคนก็ดื้อดึงดัน ในขณะที่อีกฝ่ายหลับหูหลับตาก้มหน้าจะอดทน

ในที่สุด น้องขอกลับไปอยู่กับพ่อแม่ค่ะ เอาลูกไปด้วย เพราะเหนื่อยกับสิ่งที่เป็น เหนื่อยไม่ว่า แต่การไม่มีค่าในสายตาเธอ มันช่างบั่นทอนความรู้สึกดีที่มีอยู่จนมันน้อยลงไปเรื่อยๆ เขาก็ไม่ยื้อ อยากไปก็ไป ตอนนี้แยกกันอยู่มาได้หลายเดือน

ตัวน้องเองเห็นหน้าลูกทีไร อดโทษตัวเองไม่ได้ที่ไม่ยอมอดทนกว่านี้ เพื่อลูกจะได้มีพ่อและแม่อยู่ในบ้านเดียวกัน หรือจริงๆมันไม่ใช่ความผิดของน้อง สามีภรรยาแยกไปก็เป็นคนอื่น แต่พ่อลูกหรือแม่ลูก เรายังคงสถานะนี้ตลอดชีวิต

ในใจแอบลุ้นเหมือนกัน คุณชายบ้านนั้นจะเป็นยังไง เคยมีคนปรนนิบัติแสนดี แทบจะเคี้ยวอาหารป้อนขนาดนั้น ถ้าไม่มีกันเธอจะเห็นคุณค่าคนที่เป็นภรรยาไหม เขาก็กลับมาง้อนะคะบอกว่าขอโทษที่ดูแลเธอเหมือนคนใช้ในบ้านเท่านั้น ถ้าพร้อมจะกลับมา ก็บอกแล้วกัน อ่านมาถึงตรงนี้รู้สึกกลิ่นไม่ค่อยดีเหมือนกันไหม มันแปลว่าที่ผ่านมาเธอก็รู้ตัว

ใจหนึ่งอยากให้ครอบครัวน้องกลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่อีกใจก็กลัวว่า น้องจะอดทนเพื่อใครจนใจร้ายกับตัวเอง เอามาเล่าให้ฟังเพื่อเตือนกันว่า คนรักกัน ดูแลกันอย่าทำให้คนที่เรารักเสียใจเพราะเรา ชีวิตคู่ไม่ได้มีกฎกติกาอะไรมากไปกว่า เราจะเดินด้วยกันไปอย่างที่ต่างฝ่ายต่างมีความสุข ไม่ใช่อีกคนทุกข์และเหนื่อยแทบตาย อีกคนก็ยังรักความสบายทั้งๆที่รู้ว่ากำลังเบียดเบียนตัวและหัวใจของอีกคน


เรื่อง: ดีเจนภาพร คอลัมน์ หัวใจคุยกัน